เล่าเรื่องมากี้เบอร์รี่จากบีฮิพ

Featured

Maqui Berry Juice

สวัสดีครับ  เริ่มเรื่องราวของบีฮิพและมากี้เบอร์รี่ (บี-มาคิอิ) นวัตกรรมการดูแลสุขภาพที่ทันสมัยที่สุด

Maqui Juice น้ำผลไม้มากี้เบอร์รี่ ประกอบด้วยน้ำมากี้เบอร์รี่ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วัดจากค่า ORAC มากที่สุดของผลไม้ในโลก (จากแผนภูมิด้านล่าง มีค่ามากกว่าน้ำอซาอิเบอร์รี่ , น้ำโกจิ, น้ำมังคุด หรือบลูเบอร์รี่) มีประสิทธิภาพในการทำลายและเผาผลาญสารอนุมูลอิสระ ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านั้นจะมีผลต่ออายุและเป็นสาเหตุของการอักเสบ ทำให้การทำงานของภูมิคุ้มกันบกพร่อง มากี้เบอร์รี่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย มีว่านหางจระเข้ ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย มีเรสเวอราทรอล ช่วยปกป้องความเสียหายระบบหัวใจและหลอดเลือด มีแร่ซีไอออนิค ช่วยในระบบการทำงานของระบบประสาท และการดูดซึมสารอาหาร และยังประกอบด้วยสุดยอดของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เพื่อเพิ่มการต้านอนุมูลอิสระและยังช่วยให้รสชาติน่ารับประทานมากขึ้นด้วย

คุณสมบัติของมากี้เบอรี่
* มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด Neutralizes free radicals
* ช่วยในการลดน้ำหนัก Promotes weight loss
* ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง Boosts strength and stamina
* สนับสนุนให้มีอายุยืนยาว Anti-aging
* ป้องกันการติดเชื้อ Anti-inflammation

คุณสมบัติเรสเวอราทรอล (Resveratrol)
* มีส่วนผสมมาก Resveratrol ใน 1 ขวดเทียบกับ ไวน์แดง 7 ขวด
* ปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด Protects the cardiovascular system
* กิจกรรมกระตุ้นการล้างพิษในร่างกาย Stimulates detoxification activity

คุณสมบัติของว่านหางจระเข้

* ประกอบด้วยวิตามิน, เกลือแร่, กรดอะมิโนและธาตุอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการรักษาความสมดุล
* ช่วยให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ
* ทำให้มีสุขภาพผิวพรรณที่ดี
* ช่วยควบคุมน้ำหนัก
* ลดการอักเสบและความเจ็บปวดจากข้อต่อโรคข้ออักเสบและกล้ามเนื้อ
* ช่วยควบคุมความเป็นกรดกระเพาะอาหาร

คุณสมบัติของแร่ซีไอออนิก
* จำเป็นต่อกระบวนการเส้นประสาทและการหดตัวกล้ามเนื้อ
* จำเป็นต่อการนำสารอาหารเข้าและขับของเสียออกจากเซลล์
* จำเป็นในการดูดซับสารอาหารจากระบบย่อยอาหาร
* ช่วยให้สารอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* จำเป็นต่อระบบการดูแลรักษาสมดุลกรดเบสในร่างกายให้เหมาะสม
* จำเป็นต่อการทำงานของตับและไตและการขับสารพิษในร่างกายของเรา

แหล่งรวมสุดยอดผลไม้ (Blend Superfruit)
เป็นแหล่งรวมสุดยอดผลไม้ กล่าวคือมีส่วนผสมของ : สตรอเบอร์รี่, แครนเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, บลิวเบอรี่, ราสเบอร์รี่และ เอลเดอร์เบอรี่ การนำเอาเบอร์รี่เหล่านี้มาผสมกันนี้จะช่วยเพิ่มระดับของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญและช่วยให้มีรสชาติดีขึ้น

สตรอเบอร์รี่

• ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
• เป็นผลไม้ที่วิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินซีสูง
• ช่วยชะลอความชราและการเกิดริ’วรอยก่อนวัยอันควร

แครนเบอร์รี่

• แครนเบอร์รี่มีสารแทนนิน ที่ช่วยหยุดการเกาะตัวของแบคทีเรียอีโคไล ที่บริเวณผนังทางเดินปัสสาวะ
• เสริมสร้างภูมิต้านทานและช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า
• ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น
• มีสารโปรแอนไธไซยานิดีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มสีม่วงที่ดีกับสุขภาพเส้นเลือดอีกด้วย และป้องกันโรคเหงือกและแผลในช่องท้อง

ราสพ์เบอร์รี่

• ช่วยทำให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น
• ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และสมานผิว
• มีธาตุโพรแทสเซี่ยม และเส้นใยอาหารสูง
• มีวิตามินเค หรือไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

เอลเดอร์เบอร์รี่

• เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
• มีฤทธิMต้านเชื้อไวรัส ป้องกันและบรรเทาการติดเชื’อโรคในระบบทางเดินหายใจ
• เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

RESVERATROL คืออะไร

ทุกท่านคงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าการรับประทานไวน์แดงนั้นมีประโยน์ต่อสุขภาพ และทุกคนมักจะมีคำถามตามมาว่า ไวน์แดงนั้นจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างไร ?  คำถามนี้ถูกค้นหาคำตอบโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจากทั่วโลก โดยมีการค้นพบว่าในไวน์แดงนั้นมีส่วนผสมที่ทรงคุณค่าอยู่ชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ Resveratrol ซึ่ง Resveratrol นั้นจัดเป็นโพลีฟีนอลชนิดหนึ่ง ซึ่งมักจะพบอยู่ที่บริเวณผิวขององุ่นแดง และผิวของพืชหลายๆ ชนิดในธรรมชาติ ซึ่งเจ้า Resveratrol นี้จากงานวิจัยพบว่า มีผลตอบสนองต่อสภาวะความเครียด อาการบาดเจ็บ และรังสีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี คุณสมบัติทางด้านชีวเคมีเหล่านี้ช่วยปกป้องพืชให้ปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อการดำรงชีวิตของตัวมันเอง

Resveratrol เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในปี ค.ศ. 1990 ซึ่งมีการศึกษาและวิจัยว่า ทำไมชาวฝรั่งเศสที่มีการบริโภคไขมันในปริมาณที่สูง แต่กลับมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของหัวใจน้อยกว่าในหลายๆ ประเทศที่มีการบริโภคไขมันในปริมาณที่น้อยกว่า ซึ่งนักวิจัยได้มีการชี้ชัดว่า สาเหตุที่ชาวฝรั่งเศสมีปัญหาเกี่ยว กับสุขภาพหัวใจน้อยกว่าในหลายๆ ประเทศ ก็เนื่องมาจากการที่ชาวฝรั่งเศสนั้นบริโภคไวน์แดงในปริมาณที่สูง ด้วยเหตุผลนี้นักวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นวิจัย Resveratrol อย่างจริงจัง เพื่อนำ Resveratrol ไปใช้ประโยชน์ในด้านสุขภาพอื่นๆ ต่อไป

Resveratrol มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร ??

นับตั้งแต่ได้มีการค้นพบประโยชน์ของ Resveratrol จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มีการผสมผสาน Resveratrol เข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และหลังจากนั้นก็ได้มีงานวิจัยต่างๆ ออกมายืนยันประโยชน์ของ Resveratrol เป็นจำนวนมากขึ้น ซึ่งคุณประโยชน์นอกจากจะช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ ยังมีประโยชน์ในด้านการต่อต้านมะเร็ง หลอดเลือดหัวใจ และอื่นๆ ดังต่อไปนี้

- Resveratrol ช่วยยืดอายุของสิ่งมีชีวิตในหลายๆ สปีชี่ส์ โดยได้ทำการทดลองกับหนูซึ่งได้รับไขมันในปริมาณมาก แต่กลับพบหนูมีอายุยืนยาวขึ้น
- จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า Resveratrol ช่วยในกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายและการอยู่รอดของเซลล์
- ช่วยบำรุงการทำงานของเส้นประสาทสัมผัสในสมอง
- เสริมสร้างการทำงานของระบบควบคุมสมดุลในร่างกาย ระบบประสาทสัมผัสและความอดทนของร่างกาย
- ช่วยในเรื่องของการชะลอความชรา

นอกจากนี้ยังมีการนำ Resveratrol มาทดลองกับมนุษย์โดยตรง เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำสำหรับมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งได้ผลการทดลองออกมาเป็นดังนี้

- ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สืบพันธุ์
- ทำหน้าที่เสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ กำจัดสารอนุมูลอิสระและสารพิษต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เซลล์มีสุขภาพดีขึ้นและยังส่งเสริมในเรื่องของการชะลอความชรา
- เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อใก้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ควบคุมน้ำหนัก
- เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่ช่วยดูแลสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ
- ช่วยต่อสู้กับความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และสนับสนุนการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย
- เสริมสร้างระบบการทำงานของระบบภูมิค้มกัน

Maqui Berry มีประโยชน์ต่อภูมิคุ้มกันอย่างไร

หากพิจารณาแล้ว ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่จะพบกับปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันที่ลดลง โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภูมิค้มกันและยังไม่มีทางออกในการรักษา เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ ( AIDS ) ซึ่งถ้าหากใครที่ได้เป็นโรคชนิดนี้แล้ว ย่อมหมายถึงความตายเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากปัญหาเดียวกัน นั่นก็คือ การที่เรามีภูมิคุ้มกันที่ลดลงนั่นเอง

เพราะเหตุใดระบบภูมิคุ้มกันถึงจำเป็นต่อสุขภาพร่างกายของเรา นั่นก็เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับและตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกายของเรา ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนี้จะทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยที่จะหยุดตรวจสอบ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามหรือเชื้อโรคร้ายต่างๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา ร่างกายของเราจะถูกโจมตีและทำร้ายอันเนื่องมาจากสารอนุมูลอิสระ ทำให้เราง่ายต่อการเจ็บป่วย เพราะฉะนั้นแล้วร่างกายของเรามีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายมาก นั่นย่อมหมายถึงอันตรายจากสารอนุมูลอิสระย่อมน้อยลงตามไปด้วย

Maqui Berry มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร
อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า Maqui Berry นั้นเป็นผลไม้ที่ปัจจุบันมีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด ณ ขณะนี้ ด้วยเหตุนี้ Maqui Berry จึงเข้าไปมีผลในการเพิ่มความแข็งแรงให้กับภูมิต้านทานของเราโดยการเข้าไป ทำลายสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื่อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายของเรา รวมถึงช่วยปรับสภาพสมดุลในร่างกายโดยรอบให้อยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานที่สุด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น และสามารถเพิ่มจำนวนเพื่อให้เพียงพอต่อความความร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้จะทำให้ร่างกายของคุณอยู่ภายใต้การดูแลของสารต้านอนุมูลอิสระ และระบบภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยม อันเนื่องมาจากการรับประทาน Maqui Berry นั่นเอง

Maqui Berry จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา เพราะผลไม้ชนิดนี้จะช่วยเข้าไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างแข็ง แรง หลังจากนั้นสภาวะร่างกายของเราจะเข้าสู่กระบวนการ Detox โดยการขับของเสียออกสู่ร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่การทำงานที่เป็นปกติและดียิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ Maqui Berry ล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก รวมถึงการเพิ่มระบบเผาผลาญอาหารและส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้อีกด้วย

Cranberry ใน Maqui Berry Juice มีประโยชน์อย่างไร

Cranberry เป็น 1 ในส่วนผสมหลักของ Maqui Berry Juice ซึ่งข้อมูลทั่วไปของ Cranberry นั้นผลไม้ชนิดนี้เป็น 1 ใน 4 ของผลไม้ที่เป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ (อีก 3 ชนิด คือ Blueberry , Billberry และ องุ่น) Cranberry จะขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำ ศูนย์กลางการค้าของ Cranberry ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ Massachusetts, Wisconsin, NewJersy, Oregon และ Washington คนพื้นเมืองชาวอเมริกาเรียกว่า “Sassamanesh”, “ibimi” , ซึ่งหมายถึงเบอร์รี่ที่มีรสขม ใน Wisconsin เรียกว่า “atoqua” ชื่อ Cranberry ได้มาจากนักแสวงบุญชาวอเมริกันเป็นผู้ตั้งให้ เพราะก้าน ดอก ของ Cranberry เหมือนกับ หัว คอ และจงอยปากของนกกะเรียน (Crane) คนพื้นเมืองใช้ปรุงอาหารกับเนื้อกวาง เรียกว่า pemmican สีของผลไม้ใช้ย้อมผ้าได้ และใช้เป็นยาด้วย กะลาสีเรือชาวอังกฤษจะกินมะนาวเพื่อป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน จากการขาดวิตามินซี แต่กะลาสีเรือชาวอเมริกากิน Cranberry ซึ่งมีวิตามินซีสูงแทน คนอเมริกันบริโภค Cranberry มากกว่า 500 ล้านปอนด์ ซึ่ง 20% จะบริโภคระหว่างเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในเดือนพฤศจิกายน

คุณค่าทางอาหารของ Cranberry

กลิ่นของ Cranberry มาจากสารระเหยที่ได้มากกว่า 200 ชนิด ในผลไม้สุก กลิ่นที่เป็นกลิ่นหลักคือ fatty acid กับ temperene, aldehydes, furanones และ alcohol ใน Cranberry ยังมี Phenolic acid ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำเป็นพวกกรดอินทรีย์ในผลไม้ (maltic, tartaric, citric, fumaric isocitric และ ascorbic acid) และมีน้ำตาลจำพวก sucrose, dextrose และ fructose สารต้านอนุมูลอิสระใน Cranberry มีประมาณ 20-30 ชนิดมี anthocyanins อย่างน้อย 4 ชนิด proanthocyanins 5-20 ชนิด flavonol glycosides 22 ชนิด สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ 7 ตัวใน Cranberry ได้แก่ flavomol mono-glycosides และ diglycosides, quercetin, myricetin, epicathechin, catechin, dimmers of gallacatechin และ epigallocatechin และกลุ่มของ oligomeric proanthocyanidins ซึ่ง Cranberry มีสารต้านอนุมูลอิสระ 60-80 ชนิด และมีค่า ORAC ที่สูงมาก

ประโยชน์ต่อสูขภาพของ Cranberry
1. ป้องกันการติดเชื้อในระบบปัสสาวะ
2. สารต้านอนุมูลอิสระใน Cranberry ช่วยในการไหลเวียนโลหิต
3. บำรุงสุขภาพหัวใจ
4. สารต้านอนุมูลอิสระของ Cranberry ยับยั้งการเกิดคราบบนฟัน (plaque)
5. สารต้านอนุมูลอิสระของ Cranberry ป้องกันสมองจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ

DETOX ร่างกายและลดน้ำหนัก โดยใช้ MAQUI BERRY

หากร่างกายของท่านมีความรู้สึกว่าอิดโรย เชื่องช้า และรู้สึกเหนื่อยง่าย โดยไม่มีเหตุผล หรือรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายและร่างกายมีพลังงานในระดับที่ต่ำ นั่นแสดงถึงว่าถึงเวลาแล้วที่ร่างกายของคุณควรจะได้รับการ Detox โดยใช้ Maqui Berry แล้ว

ลองจินตนาการถึงใบหน้าที่ผ่องใส ร่างกายที่กระฉับกระเฉง ระบบภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยมและสุขภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม คุณสามารถที่จะสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ได้ หากคุณได้รับการ Detox ล้างพิษในร่างกายของท่านอย่างสมบูรณ์แบบ การ Detox นั้นจะช่วยล้างสารพิษในร่างกายรวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ร่างกายของเราได้สะสมมาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะในเลือด ตับ ไต ทางเดินอาหาร และตามผิวหนัง

ในช่วงชีวิตของคนเรานั้น ตั้งแต่เกิดมามีการสะสมสารพิษและสารอนุมูลอิสระ เป็นจำนวนมากซึ่งเราสะสมสิ่งเหล่านี้มาจากกระบวนการแปรรูปอาหาร และรับประทานเข้าไปในแต่ละวัน มลพิษจากสภาพแวดล้อม ควันบุหรี่ สุรา กาแฟ ไขมันและของหวานต่างๆ ที่เรารับประทานเข้าไป นอกจากนี้เรายังได้รับสารพิษจากสารเคมีจากเครื่องใช้ภายในบ้านอย่างเช่น ยาสีฟัน แชมพู และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของคุณ

ในวันนี้ร่างกายของเราเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก สารพิษต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของเราในภายภาคหน้าได้ แล้วเราจะสามารถทำความสะอาดร่างกายของเราให้สะอาดได้อย่างไร

ค่าที่ใช้ในการวัดความสามารถในการ DETOX จะใช้ค่า ORAC เป็นตัววัดความสามารถในการ Detox หากผลิตภัณฑ์ใดมีค่า ORAC ที่สูงนั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นสามารถที่จะ Detox ได้ดี ในปัจจุบันได้มีการตรวจวัดค่า ORAC ของผลไม้ต่างๆ มากมาย แต่ผลที่ได้กลับพบว่าในปัจจุบันนี้ Maqui Berry เป็นผลไม้ที่มีค่า ORAC สูงที่สุดในโลกในขณะนี้ นั่นหมายความว่า Maqui Berry ย่อมมีประสิทธิภาพในการ Detox ที่ดีที่สุดได้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีผลิตภัณฑ์ Maqui Berry อยู่มากมายในท้องตลาด ดังนั้นเราควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ Maqui Berry ที่มีคุณภาพที่สุด เพื่อให้คุ้มกับเงินที่เราได้จ่ายไป ซึ่งผลิตภัณฑ์ Maqui Berry ของ bHIP นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในท้องตลาดเวลานี้ เนื่องจาก

- ใช้วิธี Freeze Dry ในการเก็บรักษา Maqui Berry ให้บริสุทธิ์ที่สุด เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารให้ครบถ้วน
- ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถานบันต่างๆ มากมาย
- ใช้ Maqui Berry จากแหล่งปลูกที่ดีที่สุดของโลก
- ตัวผลิตภัณฑ์ถูกเก็บไว้ในวัสดุกันแสง ทำให้คุณค่าทางอาหารอยู่ครบถ้วนตลอดการขนส่ง

Maqui Berry ที่ดีที่สุดคือ Maqui Berry ที่ได้จากกระบวนการผลิตแบบ Freeze Dry และใช้วัตถุดิบจากป่าที่เป็นต้นกำเนิดของมันในแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอน ซึ่งจะทำให้คุณได้รับ Maqui Berry ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เข้มข้นที่สุด ดังนั้นแล้วการผลิตแบบ Freeze Dry จึงมีความจำเป็นอย่างมากกับผลไม้ลูกเล็กๆ อย่าง Maqui Berry

สารต้านอนุมูลอิสระกับความได้เปรียบของ Maqui Berry

ในปัจจุบัน Maqui Berry เริ่มเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากคุณสมบัติอันสำคัญที่สุดในผลไม้ชนิดนี้นั่นก็คือ สารต้านอนุมูลอิสระ ผลไม้ชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aristotelia chilensis เป็นผลไม้ที่น้อยคนนักจะรู้จักมัน แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการค้นคว้าและวิจัยเพิ่มมากขึ้น จนพบว่า Maqui Berry เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด ณ ขณะนี้

Maqui Berry ให้อะไรสู่ร่างกายของผู้รับประทานมันบ้าง คำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้คนอยากรู้คำตอบมากที่สุด คำตอบของคำถามนี้คือ สารต้านอนุมูลอิสระอันทรงอานุภาพในตัวของมันนั่นเอง โดยการนำ Maqui Berry เข้าไปผสมผสานกับชีวิตประจำวันของคุณ โดยการรับประทาน Maqui Berry อย่างต่อเนื่อง จะทำให้คุณได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการรับประทาน Acai Berry ถึง 3 เท่า และมากกว่า 6-8 เท่า ของการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดอื่้นๆ โดยสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะเข้าไปรักษาและปรับสมดุลของร่างกาย รวมถึงเข้าไปทำลายสารอนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกายของเรา สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อกำจัดและขับของเสีย สารพิษ รวมถึงสารเคมีต่างๆ ในร่างกายของเรา เพื่อให้ร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดีที่สุด

สารอนุมูลอิสระเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ แต่มันก็สามารถที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นจากการรับประทานอาหาร การสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน รวมถึงการะบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย โดยหลักแล้วสารอนุมฺูลอิสระจะทำให้เกิดผลในเชิงลบกับร่างกายทุกอย่าง โดยมุ่งเข้าไปทำลายความสมดุลทีเกิดขึ้นในร่างกาย ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบหลอดเลือด ระบบการทำงานของหัวใจ และที่สำคัญที่สุดเป็นต้นเหตุให้เกิดเซลล์เนื้อร้าย หรือที่เรียกว่ามะเร็งเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดผลที่แสดงออกทางภายนอกร่างกาย เช่น ริ้วรอยก่อนวัย ทำให้คนเราดูแก่เร็ว ทำลายชั้นผิว และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้นแล้วสารอนุมูลอิสระจะนำมาซึ่งผลเสียไม่ว่าจะเป็นทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ดังนั้นเราควรที่จะเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายของเราโดยเร็วที่สุด

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่เป็นจำนวนมากใน Maqui Berry ช่วยขจัดปัญหาเหล่านี้ได้ Maqui Berry จะช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของคุณ เพื่อเป็นเกราะกำบังและป้องกันการทำงานของสารอนุมูลอิสระในร่างกาย โดยการปรับสมดุลของร่างกายและขับของเสียเหล่านั้นออกสู่ร่างกาย รีบมาบริโภค ผลิตภัณฑ์ Maqui Berry เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อปกป้องเซลล์ในร่างกายของคุณ เพื่อการทำงานที่เป็นปกติของร่างกาย ทำให้ระบบเผ่ผลาญทำงานเป็นปกติ ส่งผลถึงเรื่องการ Detox และ ลดน้ำหนัก อีกด้วย

Acai Berry และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดอื่นๆ ก็สามารถให้ผลลัพธ์ได้เหมือนกับ Maqui Berry แต่แตกต่างกันที่ผลลัพธ์ของปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระใน Maqui Berry เมื่อเทียบเป็นหน่วยกรัม กับเบอร์รี่ชนิดอื่นๆ โดยถ้าคุณรับประทาน Maqui Berry ในปริมาณ 1 ถ้วย หรือ 100 กรัม จะเท่ากับคุณกินผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ 3-8 ชนิด รวมกันใน 1 ถ้วยหรือ 100 กรัม และนี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของสารต้านอนุมูลอิสระใน Maqui Berry รีบหา Maqui Berry มากินกันครับ

สนใจติดต่อ ปิยะพันธ์ 089-1150102

หรือดูรายละเอียดสินค้าทั้งหมดที่ http://iambhip.bigshopping.com/product/

สั่งซื้อสินค้ากรอกข้อมูลได้ที่ http://www.lnwform.com/form/view/3154

—————————————————————————————–

ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เล่าเรื่อง น้ำผลไม้ บี-มาคิอิ หรือน้ำมากี้เบอร์รี่

บี-มาคิอิ มีผลต่อระบบภูมิต้านทานอย่างไร

ความเข้าใจต่ออนุมูลอิสระ

แครนเบอร์รี่ ผลไม้มหัศจรรย์

Maqui Berry กับการดีท็อกซ์ ล้างสารพิษในร่างกาย

Featured

หากร่างกายของท่านมีความรู้สึกว่าอิดโรย เชื่องช้า และรู้สึกเหนื่อยง่าย โดยไม่มีเหตุผล หรือรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายและร่างกายมีพลังงานในระดับที่ต่ำ นั่นแสดงถึงว่าถึงเวลาแล้วที่ร่างกายของคุณควรจะได้รับการ Detox แล้ว

ลองจินตนาการถึงใบหน้าที่ผ่องใส ร่างกายที่กระฉับกระเฉง ระบบภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยมและสุขภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม คุณสามารถที่จะสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ได้ หากคุณได้รับการ Detox ล้างพิษในร่างกายของท่านอย่างสมบูรณ์แบบ การ Detox นั้นจะช่วยล้างสารพิษในร่างกายรวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ร่างกายของเราได้สะสมมาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะในเลือด ตับ ไต ทางเดินอาหาร และตามผิวหนัง

ในช่วงชีวิตของคนเรานั้นตั้งแต่เกิดมามีการสะสมสารพิษและสารอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราสะสมสิ่งเหล่านี้มาจาก

  • กระบวนการแปรรูปอาหาร และรับประทานเข้าไปในแต่ละวัน
  • มลพิษจากสภาพแวดล้อม
  • ควันบุหรี่
  • สุรา
  • กาแฟ
  • ไขมัน
  • ของหวานต่างๆ ที่เรารับประทานเข้าไป
  • นอกจากนี้เรายังได้รับสารพิษจากสารเคมีจากเครื่องใช้ภายในบ้านอย่างเช่น ยาสีฟัน แชมพู และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของคุณ

ในวันนี้ร่างกายของเราเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก สารพิษต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของเราในอนาคตได้ แล้วเราจะสามารถทำความสะอาดร่างกายของเราให้สะอาดได้อย่างไร

ค่าที่ใช้ในการวัดความสามารถในการ DETOX จะใช้ค่า ORAC เป็นตัววัดความสามารถในการ Detox หากผลิตภัณฑ์ใดมีค่า ORAC ที่สูงนั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นสามารถที่จะ  Detox ได้ดี ในปัจจุบันได้มีการตรวจวัดค่า ORAC ของผลไม้ต่างๆ มากมาย แต่ผลที่ได้กลับพบว่าในปัจจุบันนี้ Maqui Berry เป็นผลไม้ที่มีค่า ORAC สูงที่สุดในโลกในขณะนี้ นั่นหมายความว่า Maqui Berry ย่อมมีประสิทธิภาพในการ Detox ที่ดีที่สุดได้เช่นกัน

ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีผลิตภัณฑ์ Maqui Berry อยู่มากมายในท้องตลาด ดังนั้นเราควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ Maqui Berry ที่มีคุณภาพที่สุด เพื่อให้คุ้มกับเงินที่เราได้จ่ายไป ซึ่งผลิตภัณฑ์ Maqui Berry ของ bHIP นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในท้องตลาดเวลานี้ เนื่องจาก
- ใช้วิธี Freeze Dry ในการเก็บรักษา Maqui Berry ให้บริสุทธิ์ที่สุด เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารให้ครบถ้วน
- ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถานบันต่างๆ มากมาย
- ใช้ Maqui Berry จากแหล่งปลูกที่ดีที่สุดของโลก
- ตัวผลิตภัณฑ์ถูกเก็บไว้ในวัสดุกันแสง ทำให้คุณค่าทางอาหารอยู่ครบถ้วนตลอดการขนส่ง

Maqui Berry ที่ดีที่สุดคือ  Maqui Berry ที่ได้จากกระบวนการผลิตแบบ Freeze Dry และใช้วัตถุดิบจากป่าที่เป็นต้นกำเนิดของมันในแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอน ซึ่งจะทำให้คุณได้รับ Maqui Berry ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เข้มข้นที่สุด ดังนั้นแล้วการผลิตแบบ Freeze Dry จึงมีความจำเป็นอย่างมากกับผลไม้ลูกเล็กๆ อย่าง Maqui Berry

อยากรู้รายละเอียดผลิตภัณฑ์จากมากี้เบอร์รี่

http://iambhip.bigshopping.com/product/

สั่งซื้อสินค้ากรอกแบบฟอร์มสั่งซื้อได้ที่

http://www.jotform.com/form/20511616452

สมัครสมาชิกเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์และทำธุรกิจได้ตามลิงค์

—————————————————————————————-

บี-ไฟเบอร์รี่ ผลิตภัณฑ์ลดอาการท้องผูก ล้างลำไส้

ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพจากบีฮิบ

เล่าเรื่องมากี้เบอร์รี่

Featured

เล่าเรื่อง น้ำผลไม้ บี-มาคิอิ หรือน้ำมากี้เบอร์รี่  

Maqui Berry Juice

น้ำผลไม้มากี้เบอร์รี่ เป็นน้ำผลไม้เข้มข้นที่ใช้ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  นั่นคือ การดูแลสุขภาพทั้งร่างกาย เพราะมากี้เบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ทำให้ร่างกายเรามีภูมิต้านทานมากขึ้น มีความทนทานต่อโรคได้ดี ซึ่งในบางครั้งผมใช้เพื่อช่วยป้องกันหวัดได้ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนอากาศ ร่างกายบางคนสามารถรับเชื้อโรคได้ดี ถ้าเราได้ดื่มน้ำมากี้ฯ มากขึ้นหลังจากตากฝนมา บางทีก็ช่วยไม่ให้เป็นหวัดได้ง่าย (ไม่รู้จะรู้สึกเองหรือเปล่า) แต่ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ คือ ไม่เป็นหวัด

นอกจากนี้ น้ำผลไม้มากี้เบอร์รี่ ยังมีผลช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นด้วย  เพราะช่วงแรกที่รับประทานจะช่วยขับของเสียออกมา (ทานก่อนนอน) ในตอนเช้า ทำให้มีการขับของเสีย และระบบขับถ่ายก็จะคล่องขึ้น การพักผ่อนก็จะหลับสนิทขึ้น ตื่นขึ้นมาจะรู้สึกไม่เพลีย มีความสดชื่น มีพลังในการทำงานได้เต็มที่

สำหรับคนที่อยากรับประทานเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก น้ำมากี้เบอร์รี่ มีผลช่วยในการเผาผลาญอาหารได้ค่อนข้างดี เพราะทานไปครั้งแรกๆ จะรู้สึกถึงความร้อนในการเผาผลาญอาหาร และมันจะช่วยขับของเสียดังที่กล่าวมาแล้ว จะทำให้ได้ทั้งการเผาผลาญอาหารและระบบขับถ่ายที่ดีขึ้น นั่นคือจะช่วยให้น้ำหนักลดลงจากการสะสมของไขมันส่วนเลว (LDL) มีการขับออก และผลดังกล่าวในการขับของเสียออกมาจะช่วยผิวพรรณสะอาดขึ้น ดูสดใสขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน ฉะนั้นจึงมีการนำ มากี้เบอร์รี่ไปใช้ในการควบคุมน้ำหนักที่ให้ผลตามธรรมชาติของผลมากี้เบอร์รี่

และเพื่อการทำให้น้ำผลไม้มากี้เบอร์รี่ มีรสชาติที่อร่อย หอมหวานยิ่งขึ้น จึงมีการนำเบอร์รี่ต่างๆ ที่มีส่วนในการต้านอนุมูลอิสระและรสชาติอร่อยที่คนทั่วโลกรู้จัก และรู้รส มาผสมเพื่อความกลมกล่อมน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น น้ำผลไม้มากี้เบอร์รี่ ด้วยผลิตภัณฑ์ บี-มาคิอิ จึงเป็นนวัตกรรมการดูแลสุขภาพสำหรับคนทันสมัย ที่บรรจุอยู่ในขวดเดียว ที่สามารถดูแลร่างกาย ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ช่วยระบบขับถ่าย ผิวพรรณ ระบบการเผาผลาญอาหาร การควบคุมน้ำหนัก ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน นอกจากนี้ผลด้านอื่นๆ ต้องให้ทุกท่านได้ลองกันนะครับ จะได้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่แข็งแรงขึ้นเป็นอย่างดี

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่นี่ครับ

สอบถามเพิ่มเติมที่  http://www.jotform.me/form/22071820464447

ปิยะพันธ์ 089-1150102

——————————————————————–

เรื่องราวของมากี้เบอร์รี่หรือบี-มาคิอิ

ความเข้าใจต่ออนุมูลอิสระ

แครนเบอร์รี่ ผลไม้มหัศจรรย์

ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ มากี้เบอร์รี่, ไอ-พีเอ็นเค, ไอ-อาร์ดี, บี-พีอาร์พีแอล

บี-มาคิอิ มีผลต่อระบบภูมิต้านทานอย่างไร

Featured

ระบบภูมิต้านทานจำเป็นต่อสุขภาพร่างกายของเราอย่างไร  ระบบภูมิต้านทานถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับและตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกายของเรา ซึ่งระบบภูมิต้านทานนี้จะทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยที่จะหยุดตรวจสอบ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามหรือเชื้อโรคร้ายต่างๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา ร่างกายของเราจะถูกโจมตีและทำร้ายอันเนื่องมาจากสารอนุมูลอิสระ ทำให้เราง่ายต่อการเจ็บป่วย เพราะฉะนั้นแล้วถ้าร่างกายของเรามีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายมาก นั่นย่อมหมายถึงอันตรายจากสารอนุมูลอิสระย่อมน้อยลงตามไปด้วย

Maqui Berry มีผลต่อระบบภูมิต้านทานอย่างไร
อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า Maqui Berry นั้นเป็นผลไม้ที่ปัจจุบันมีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด ณ ขณะนี้ ด้วยเหตุนี้ Maqui Berry จึงเข้าไปมีผลในการเพิ่มความแข็งแรงให้กับภูมิต้านทานของเราโดยการเข้าไปทำลายสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื่อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายของเรา รวมถึงช่วยปรับสภาพสมดุลในร่างกายโดยรอบให้อยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานที่สุด ทำให้ระบบภูมิต้านทานไม่ต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น และสามารถเพิ่มจำนวนเพื่อให้เพียงพอต่อการป้องกันของร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้จะทำให้ร่างกายของคุณอยู่ภายใต้การดูแลของสารต้านอนุมูลอิสระ และระบบภูมิต้านทานที่ดีเยี่ยม อันเนื่องมาจากการรับประทาน Maqui Berry นั่นเอง

Maqui Berry จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา เพราะผลไม้ชนิดนี้จะช่วยเข้าไปกระตุ้นระบบภูมิต้านทานให้ทำงานได้อย่างแข็งแรง หลังจากนั้นสภาวะร่างกายของเราจะเข้าสู่กระบวนการ Detox โดยการขับของเสียออกสู่ร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่การทำงานที่เป็นปกติและดียิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ B-Maqui ล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก รวมถึงการเพิ่มระบบเผาผลาญอาหารและส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้อีกด้วย

สนใจขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ปิยะพันธ์ 089-1150102

หรือ กรอกข้อมูลที่ https://spreadsheets.google.com/viewform?formkey=dDM4SjVTOFcxaHZUODdMSmpJck1FTVE6MA

สั่งซื้อสินค้ากรอกแบบฟอร์มสั่งซื้อได้ที่

http://www.lnwform.com/form/view/3154

สมัครสมาชิกเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์และทำธุรกิจได้ตามลิงค์

—————————————————————————————————————–

ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพจากบีฮิบ

—————————————————————————————–

ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องราวของมากี้เบอร์รี่หรือบี-มาคิอิ

เล่าเรื่อง น้ำผลไม้ บี-มาคิอิ หรือน้ำมากี้เบอร์รี่

ความเข้าใจต่ออนุมูลอิสระ

แครนเบอร์รี่ ผลไม้มหัศจรรย์

โสม สมุนไพรบำรุงร่างกาย

โสม (Ginseng) เป็นพืชในสกุล Panax โตได้ในบริเวณซีกโลกเหนือ ในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ


โสม เป็นพืชสมุนไพรโบราณ มีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปตามแต่สถานที่เพาะปลูก เช่น โสมจีน โสมเกาหลี และโสมอเมริกา แรกเริ่มเดิมทีนั้นการใช้โสมถูกบันทึกไว้ในตำรับยาแพทย์แผนจีนหลายพันปีก่อน เชื่อกันว่าโสมในยุคแรกที่มีการนำมาใช้คือโสมป่า ที่ขุดได้จากทางตอนเหนือของจีน มีรูปร่างของรากคล้ายกับคน(หยิ่งเซียม) และมีการใช้โสมแพร่หลายออกไปยังเกาหลี โสมเกาหลี(โสมกอรียอ) และอีกหลากสายพันธุ์จากฝั่งอเมริกา ในสมัยก่อนโสมนั้นมีราคาแพงมาก เนื่องจากโสมป่านั้นเป็นของหายาก

สาร Adaptogens ในโสมมีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น

• กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
• โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
• ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
• ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต
• ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
• ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อาจถือได้ว่าเป็นไวอะกร้าธรรมชาติ
• ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
• ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
• ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี

แม้ รากโสมจะได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิผลในการบำบัดรักษา โดยไม่มีข้อโต้แย้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลของโสมในด้านการบำรุง รักษาสุขภาพ แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ และพิสูจน์โสมในเชิงวิทยาการและเทคโนโลยีได้ เมื่อมีผลการวิเคราะห์และพิสูจน์ ทำให้โสมได้รับความนิยมแพร่หลาย และเชื่อถือกันมากยิ่งขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการป้องกันและบำบัดรักษาโรคของโสม โดยไม่มีฤทธิข้างเคียงที่เป็นอันตราย หรือมีความเสี่ยงต่อการเสพติดเหมือนสารเคมีสังเคราะห์อื่นๆ นักวิทยาศาสตร์ได้นำเอารากโสมและสารสกัดจากรากโสมมาทำการวิเคราะห์และตรวจ พิสูจน์พบว่า สารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเป็นพวก Interpene saponins ชนิดต่างๆ ที่มีชื่อเรียกว่า “Ginsenosides 

การ วิเคราะห์และตรวจพิสูจน์ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น High Performance Liquid Chromatography (HPLC), Mass Spectrometry  (MS), Nuclear Magnetic Resonance Spectrometry (NMR) เป็นต้น สามารถแยกและจำแนกสาร Ginsenosides จากรากโสมและสารสกัดจากรากโสมได้อย่างน้อย 22 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกัน เมื่อนำ Ginsenosidesทั้งหมดมาใช้รวมกัน จะมีฤทธิ์เป็นตัวปรับสภาพร่างกายให้มีความสมดุลย์ตามธรรมชาติ (หยิน-หยาง) ตามที่ร่างกายต้องการ เรียกว่า Adaptogenic agent

Ginsenosides ชนิดต่างๆที่พบในปัจจุบันนั้น มีสารสำคัญหลักอยู่ด้วยกัน 6 ชนิด คือ Rb1, Rb2, Rc, Rd, Re และ Rg ส่วนที่เหลือเป็นสารฤทธิ์รอง คือ Rb3, Ra, Ra1, Ra3, RO, R1,Rg2, Rg3, Rh1 และอนุพันธุ์เกลืออินทรีย์

นอกจาก Ginsenosides ชนิดต่างๆ แล้วยังพบว่ารากโสมมีสารประกอบที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายกว่าสองร้อยชนิดที่สำคัญ ได้แก่ สเตอรอล, น้ำมันหอมระเหย, แป้ง, น้ำตาล, วิตามินชนิดต่างๆ กรดอะมิโน และเป็ปไทด์

Ginsenosides เป็นตัวกำหนดคุณค่าของโสม จากการวิเคราะห์และตรวจพิสูจน์ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีทันสมัย พบว่าในโสมต่างพันธุ์หรือแม้แต่ในโสมพันธุ์เดียวกัน แต่ปลูกต่างถิ่น และรากโสมมีอายุไม่เท่ากัน จะมีส่วนประกอบของ Ginsenosides ต่างชนิดกัน และปริมาณ Ginsenosides ในแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน นอกจากนั้นยังพบว่า  Ginsenosides ที่สะสมอยู่ต่ามส่วนต่างๆ ของรากโสมก็มีจำนวนและปริมาณไม่เท่ากัน  กล่าวคือในส่วนรากโสมใหญ่หรือส่วนลำตัว มี Total Ginsenosides เพียง 1.5% ขณะที่ส่วนรากแขนงและรากฝอยหรือส่วนที่เป็นแขนขามีอยู่ 3-4% และส่วนหัวมีมากถึง 5-9%

ดังนั้น คุณค่าของโสมจึงไม่ได้อยู่ที่รูปร่างลักษณะของรากโสม แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนและปริมาณของ Ginsenosides ที่มีอยู่ในรากโสม  โดยสรรพคุณจะขึ้นอยู่กับจำนวนปริมาณ Ginsenosides ความครบถ้วนของ Ginsenosides แต่ละชนิดในอัตราส่วนที่เหมาะสม

ผลของโสมต่อร่างกาย

1.เพิ่มสมรรถภาพการทำงานของร่างกาย: คุณสมบัติต่อต้านความเมื่อยล้า Antifatigue effect ของโสม ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะทำงานหรือออกกำลังกาย สารพลังงาน ATP และ Glycogen ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อจะถูกใช้หมดอย่างรวดเร็วและเกิดกรดน้ำนม Lactic Acid เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้กล้ามเนื้อเมื่อยล้า
สารสกัดจากโสมช่วยให้เยื่อเซลล์สามารถดูดซึมอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นถึง 21% มีผลทำให้กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจึงปลดปล่อยพลังงานได้มากขึ้น ขณะเดียวกับอัตราการเกิดกรดน้ำนมก็จะน้อยลง เนื่องจากได้รับการการสังเคราะห์ให้กลับเป็น Glycongen ใหม่ และมีการสะสม ATP รวดเร็วขึ้น ดังนั้นอัตราการเกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อจึงลดน้อยลงด้วย นอกจากนั้นสารสกัดจากโสมยังช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับคืนสู่สภาพปกติรวดเร็วยิ่งขึ้น ร่างกายจึงเหน็ดเหนื่อยช้าลง มีความอดทนต่อการทำงานได้ดีขึ้น

2. ต้านความเครียด: ผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ทำให้ผู้คนมีอาการผิดปกติในลักษณะต่างๆ ที่ตรวจสอบหาสาเหตุได้ยาก เป็นต้นว่าอาการทางหัวใจ ปวดศรีษะ นอนหลับไม่สนิท ปัญหาการย่อยอาหาร ตลอดจนปัญหา ข้อข้องใจในการปฏิบัติภาระกิจประจำวันที่ล้วนก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งส่งผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจหากทิ้งไว้เป็นวลานาน อาจทำให้กลายเป็นอาการของโรค และอาการผิดปกติที่รุนแรงขึ้น
สารสกัดจากโสมมีคุณสมบัติต้านความเครียด Antistress Effect โดยช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถอดทนต่อความเครียดได้ในระดับหนึ่ง โดยฮอร์โมน ACTH จากต่อมใต้สมองจะเป็นตัวควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนต่อมหมวกใต ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันและต่อต้านความเครียด โดยเร่งกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม  Metabolism ต่างๆ เพื่อปลดปล่อยพลังงานและสารออกมาต้านความเครียดได้
 

3. ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง: Ginsenosides Rg1 จากโสมหรือในสารสกัดโสม มีคุณสมบัติกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัว แต่จะเป็นการออกฤทธิ์ที่แตกต่างจากยากระตุ้นประสาทจำพวก Amphetamine หรือ Cocaine จึงไม่ทำให้กระทบกระเทือนต่อการนอนหลับตามปกติ ส่วน Ginsenosides Rb และ Rc จะออกฤทธิเกี่ยวกับการระงับประสาท ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด สารสกัดจากโสมจึงมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยเป็นทั้งตัวช่วยให้ประสาทตื่นตัว และระงับผ่อนคลายประสาท ทั้งนี้การออกฤทธิ์กระตุ้นหรือระงับนั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพและความต้องการของร่างกาย

4. ผลต่อสมรรถภาพทางเพศ: เชื่อกันว่าโสมมีฤทธิ์เป็นตัวกระตุ้นกำหนัดทางเพศ แต่การวิจัยค้นคว้าด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ พิสูจน์ว่าโสมไม่ได้มีฤทธิ์ต่อฮอร์โมนเพศ หากการบำรุงด้วยโสม ทำให้สมรรถภาพร่างกาย และจิตใจสมบูรณ์แข็งแรง จึงส่งผลให้สมรรถภาพทางเพศมีความสมบูรณ์ขึ้นไปด้วย

5. ช่วยลดปริมาณน้ำตาลในผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง: จากการทดสอบเชิงคลีนิก มีผลชี้ว่า สารสกัดจากโสมอาจทำให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดอาการชาตามนิ้วมือและปลายเท้า การเกิดแผลเน่าเปื่อย นอกจากนี้ Ginsenosides Rb1 และ Re ยังมีฤทธิ์คล้ายอินซูลิน จึงอาจช่วยลดขนาดการใช้อินซูลินในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานได้

6.เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผล การทดลองทางคลีนิกพบว่า สารสกัดโสมสามารถช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพได้ทำการตรวจวิเคราะห์ปฏิกิริยาตอบสนองของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ

7.ช่วยเร่งฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยจากการศึกษาวิจัยและผลทางคลีนิกพบว่า โสมสามารถต่อต้านโรค และอันตรายจากรังสี รวมถึงสารพิษต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อโรคแทรกซ้อนบางชนิด ช่วยร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดง และเพิ่มสมรรถภาพในการต้านความเครียด ซึ่งส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น จึงทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหายเป็นปกติจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น

8. ช่วยชลอความแก่กระบวนการเผาผลาญไขมันของร่างกายเพื่อให้เกิดพลังงาน เรียกว่า Lipid oxidation นั้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่สลายตัวจากอ๊อกซิเจน อนุมูลอิสระนี้จะทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ให้เสื่อมสลายลงตามกระบวนการของความชรา โสมและสารสกัดมาตรฐานโสมสามารถทำลายอนุมูลอิสระของอ๊อกซิเจน ช่วยให้เนื่อเยื่อเสื่อมสภาพช้าลง ประกอบกับคุณสมบัติเป็นตัวปรับสภาพ “Adaptogenic agent” ของโสมทำให้ร่างกาย และจิตใจ มีความทนทานต่อความกดดัน ส่งผลในการชลอกระบวนการเสื่อมชราให้ช้าลง ทำให้ร่างกายคงความสดใสเยาว์วัยอยู่ต่อไปได้เนิ่นนานขึ้น

——————————————————————————

กาแฟสุพรีม กาแฟเพื่อสุขภาพผสมโสมและเห็ดหลินจือ จาก OGthai SHOP
https://www.facebook.com/ogthaishop

อาหารพิชิตภูมิแพ้

อาหารพิชิตอาการภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคสุดฮิตของคนไทย โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งได้สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยอย่างมากมาย โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ วันนี้ ตัวช่วยสำหรับการป้องกันความทรมานจากอาการของโรคโดย ลิซ่า คอลลิเออร์ คูล นักเขียนเจ้าของรางวัล National Health Information Awards ด้วยอาหารดังต่อไปนี้

1. ผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว องุ่น เพราะผลไม้เหล่านี้มีวิตามินซี ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้ สำหรับเด็กอ่อนที่ดื่มนมแม่เป็นประจำจะมีภูมิต้านทานต่อโรคได้ดี เพราะได้รับวิตามินซีจากน้ำนม (แต่หลังจากนั้น เมื่อได้รับอาหารหรือน้ำนมที่มีการปรุงแต่งขึ้น ก็ทำให้ภูมิต้านทานลดลง)

2. มะเขือเทศ เป็นแหล่งรวมของวิตามินซีเช่นเดียวกับผลไม้ตระกูลส้ม นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังมีไลโคปีน ซึ่งช่วยลดอาการหอบหืดจากภูมิแพ้ได้เป็นอย่างดี

3. เมล็ดทานตะวัน นอกจากวิตามินซีแล้ว วิตามินอี ก็เป็นสารอาหารที่ช่วยต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ได้ จากงานวิจัย พบว่าอาหารที่มีวิตามินอีสูงจะช่วยลดการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งเมล็ดทานตะวัน เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี

4. ผักโขม เป็นอีกหนึ่งชนิดที่พิชิตภูมิแพ้ได้อย่างดี เนื่องจากอุดมไปด้วยแม็กนีเซียม ซึ่งเป็นสารที่หากร่างกายขาดไปจะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ง่ายยิ่งขึ้น

——————————————————————

บทความเพิ่มเติม

โรคภูมิแพ้กับธรรมชาติบำบัด

แมกนีเซียม แร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์

ไอ-อาร์ดี วิตามินรวมสำหรับผู้ชาย

ไอ-พีเอ็นเค วิตามินดูแลสุขภาพสำหรับผู้หญิง

คุณค่าของเห็ดหลินจือกับการรักษาโรค

เห็ดหลินจือ (Lingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้เป็นต้นมา เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ชาวจีนโบราณต่างยกย่องเห็ดหลินจืออย่างเหนือชั้นว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพร จีน นอกจากจะมีสรรพคุณเหนือชั้นกว่าแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใด ๆ ต่อร่างกาย

ในสมัยโบราณกล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าวยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมากกว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดง

เห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารยับยั้งอาการต่างๆ ข้างต้น เห็ดหลินจือในแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน สายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุด คือ เห็ดหลินจือสีแดง ซึ่งมีงานวิจัยต่างๆ พบว่ามีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด

ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเห็ดหลินจือออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก การเลือกผลิตภัณฑ์ เห็ดหลินจือแดงควรศึกษาตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพราะการจะได้เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพที่ดีนั้น ตัวเห็ดหลินจือเอง จะต้องได้รับการเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความชื้น แสงสว่าง และสารอาหารที่ได้รับ ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เพราะถือเป็นกระบวนการที่จะสกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากตัวเห็ดเองออกมาให้ได้ มากที่สุด นอกจากนี้การบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดี เพราะว่าความชื้นจะทำให้เห็ดหลินจือขึ้นราได้ เนื่องจากเห็ดหลินจือค่อนข้างไวต่อความชื้น

การรับประทานหลินจือ

สำหรับผู้ที่รับประทานหลินจือใหม่ ๆ นั้น อาจจะรู้สึกมึนศีรษะ ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ ง่วงนอน ผิวหนังเกิดอาการคัน อาเจียน อาการคล้ายท้องเสีย ท้องผูก มีปัสสาวะบ่อย หรือจะมีผลลักษณะอาการของโรคนั้น ๆ ถือเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ อันเป็นเรื่องปกติของการบำบัด ด้วยยาสมุนไพรแผนโบราณ เนื่องจากเมื่อตัวยาได้เริ่มเข้าไปบำบัดนั้น จะเข้าไปชะล้างสิ่งที่เป็นพิษในร่างกายให้สลาย หรือเคลื่อนย้ายขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว ไม่ใช่ผลข้างเคียง ดังเช่น

- สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เมื่อรับประทานหลินจือแล้วอาจจะมีการขับถ่ายน้ำตาล ออกมามากผิดปกติ
- ส่วนผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์อาจเกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น
- โรคไต หรือผู้ป่วยที่ต้อง ล้างไต จะปวดเมื่อยตามข้อ เท้าจะบวม ร่างกายอ่อนเพลีย

ซึ่งอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 วัน หรือประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะกลับสู่สภาพปกติ แล้วแต่สภาพร่างกายอันแตกต่างกันของแต่ละคน ไม่ต้องตกใจ ให้รับประทานหลินจือต่อไปอย่าหยุด หากมีผลทางอาการมาก ให้ลดจำนวนแคปซูลลง เมื่อมีอาการปกติ ให้รับประทานตามคำแนะนำต่อไป สำหรับผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยารักษาที่แพทย์สั่ง ก็สามารถรับประทานหลินจือควบคู่ไปได้

นพ.สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ 11 ภาคีดำเนินการศึกษาวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในประเทศไทยที่มีผลต่อการต้านมะเร็ง

ผลการศึกษา พบว่าเห็ดหลินจือมี สารสำคัญเป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้จิตสงบ เป็นยาระบายอ่อนๆ และสารกลุ่มไทรเทอร์ปีน เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง พบมากในส่วนสปอร์ และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะ ผนังหุ้มหลายเท่า ทั้งยังพบว่าสารสกัดดอกเห็ดและสปอร์มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง

ส่วนการศึกษาฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือใน หลอดทดลองทำให้เซลล์มะเร็งตายได้นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คาดว่าผลการวิจัยจะเสร็จสิ้นเร็วๆ นี้

นพ.สมชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการใช้เห็ดหลินจือกับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย เน้นด้านการส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก เช่น การใช้เห็ดหลินจือต้มดื่มแทนน้ำ ประชาชนสามารถทำได้เอง โดยวิธีต้มง่ายๆ ใช้ดอกเห็ดหลินจือฝาน บางๆประมาณ 2-3 ชิ้น ต้มในน้ำเดือดนาน 10-15 นาที ใช้ดื่มแทนน้ำได้ตลอดเวลา ให้มีรสขมบ้างเล็กน้อย สรรพคุณช่วยให้สดชื่น เสริมภูมิต้านทาน ไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือที่ผลิตภายในประเทศ และที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงระบบขายตรง ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือ ผู้บริโภคควรมีหลักการในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งการผลิตและการแปรรูป ที่ได้มาตรฐาน เช่น มีฉลากกำกับและบอกถึงส่วนประกอบและปริมาณของผลิตภัณฑ์ รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุสามารถกันความชื้นได้ดี ผ่านการรับรองและการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

สารสำคัญที่พบในเห็ดหลินจือกว่าร้อยชนิด มีสรรพคุณที่สำคัญทางการแพทย์ได้แก่


1. ฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยการส่งเสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็ง ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดหลินจือควบคู่กับเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง ช่วยแก้พิษจากรังสี, คีโม เช่น ท้องเสียอักเสบจากการฉายรังสี, เม็ดเลือดขาวต่ำจากคีโม, อาการปวดจากพิษบาดแผล
เมื่อเปรียบเทียบกลไกต้านมะเร็งของแต่ละกลุ่มสารออกฤทธิ์ในหลินจือแล้ว พอจะสรุปได้ว่า
กลูแคนหรือโพลีแซคคาไรด์ เพิ่มความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เม็ดเลือดขาวกลืนกินแมคโครฟาจ

ไตรเตอร์พีนอยด์ ขัดขวางขบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งกำจัดตัวเองตายไปคล้ายยาเคมีบำบัด แต่ปลอดภัยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน

Organic Germanium ใช้ e ปรับศักย์ไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กที่เซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งช็อคตาย หรืออ่อนแรงจนภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปกลืนกินทำลายได้

ทั้งไตรเตอร์พีนอยด์ และ Ge ยังเป็นตัวให้ O2 แก่เซลล์หรือช่วยให้เซลล์ประหยัดการใช้ O2มีผลให้มี O2 เหลือใช้ ทำให้ pH เลือดเป็นด่าง อันเป็นภาวะที่เซลล์มะเร็งไม่ชอบเจริญเติบโต

ใช้ขนาดไหน?
การรักษามะเร็งด้วยหลินจือนั้นต้องกินแบบ Shock therapy คือ เริ่มด้วยขนาดสูง เช่น หลินจือสกัดวันละ 60 เม็ด หรืออย่างน้อย 20 เม็ด/วัน เพื่อผลการปรับศักย์ไฟฟ้า อย่าลืมว่าระดับความปลอดภัยของหลินจือมีสูงมาก
ส่วนขนาดปกติสำหรับบำรุงร่างกายนั้นน่าจะเป็น 1 แคปซูล พร้อมวิตามินซี 500 มก.
2. ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด
3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมอาการเบาหวาน
4. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด
5. ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ
6. ยับยั้งเชื้อไวรัสในเซลเพาะเลี้ยง เช่น ไวรัสโรคเอดส์ อีสุกอีใส งูสวัด
7. บำรุงและป้องกันตับ มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพังผืดในโรคตับแข็ง ป้องกันตับจากสารพิษ ช่วยให้ใยแผลเป็นอ่อนนิ่มคลายตัว ไม่ไปรัดเส้นเลือดและเนื้อเยื่อตับ อีกทั้งยังกระตุ้นให้ตับสร้างเซลล์ใหม่
รักษาโรคตับอักเสบ สามารถลดค่า SGOT และ SGPT ที่สูงเกินมาตรฐานในเลือด
ช่วยเซลล์ตับฟื้นฟูสภาพตับเป็นไขมัน (fatty liver)
8. ผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยให้นอนหลับสนิท
9. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส
อย่า ลืมว่า กลูแคนในหลินจือแบบทา ยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเฉพาะที่ เมื่อผสานกับการได้สารอาหารโดยรับประทาน น่าจะเสริมแรงแข็งขันในการช่วยให้ผิวเนียน สดใส ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย
10. จากทฤษฏีประหยัดออกซิเจน ใช้แก้โรคป่วยบนที่สูง…หูอื้อ..อึด

11. ช่วยรักษาโรคไตเรื้อรังบางชนิด โดยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น จากฤทธิ์สลายใยแผลเป็น (fibrosis scar)
ฤทธิ์ต้านพังผืดหดยึด ช่วยให้เซลล์ไตดีขึ้น อันนี้มีรายงานของรศ.พญ.นริสา ฟูตระกูล แห่งคณะแพทย์จุฬา ส่งฤทธิ์เสริมบำรุงไต โดยสามารถลดปริมาณไข่ขาวรั่ว ในโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยยะสำคัญ แตกต่างไปจากการรักษาทั่วไปที่ทำได้ดีที่สุด แค่ชะลอการตายของเนื้อไปให้ช้าลงเท่านั้น
หลายรายมีผลช่วยลดอัตราการล้างไต หรือเลิกล้างไตได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องร่วมกับการควบคุมอาหารพิษประจำวัน เช่น โปรตีน ไขมัน น้ำตาล กรดต่างๆ ด้วย

ผู้ใดควรใช้เห็ดหลินจือแดง
จากสรรพคุณที่มีมากมายทั้งในด้านป้องกันและบำบัดรักษา เห็ดหลินจือแดงจึงเหมาะกับโรคของผู้สูงอายุและวัยก่อนสูงอายุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ หอบหืด อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ โรคไตเรื้อรัง โรคตับอักเสบ รวมทั้งใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่

เห็ดหลินจือแดงจากธรรมชาติกับจากโรงเพาะเลี้ยง
ในสมัยก่อน เห็ดหลินจือจะมีอยู่แต่ในธรรมชาติตามป่าหรือตามเขา แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้ในโรงเพาะเลี้ยง ภายใต้การควบคุมสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งอุณหภูมิ แสงแดด และความชื้น จึงทำให้สามารถรักษาสรรพคุณและตัวยาไว้ได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งเก็บเกี่ยวเมื่อดอกเจริญเติบโตเต็มที่ได้ ส่วนเห็ดหลินจือที่โตตามธรรมชาติอาจไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีแมลงสัตว์กัดแทะหรือขึ้นรา จึงมักมีคุณภาพและสารสำคัญด้อยกว่าเห็ดเพาะเลี้ยง

รูปแบบของเห็ดหลินจือแดงที่ใช้รับประทาน
เห็ดหลินจือสามารถนำมาบริโภคได้หลายรูปแบบ คือ
1. ยาต้มแบบโบราณ โดยนำเห็ดหลินจือแห้งที่ฝานแล้วใส่หม้อต้มและเคี่ยว แล้วเอาน้ำมาดื่ม วิธีนี้อาจจะยุ่งยากและไม่สะดวก
2. เนื้อเห็ดหลินจือบดเป็นผงบรรจุแคปซูล
- หากไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือเก็บไม่ถูกวิธี อาจทำให้มีเชื้อราปนเปื้อนได้
- วิธีนี้จะมีความเข้มข้นน้อยกว่าแบบสารสกัด และดูดซึมได้ยากกว่า
3. สารสกัดจากเห็ดหลินจือบรรจุแคปซูล เป็นวิธีที่ดีที่สุด
- ได้สารสกัดที่เข้มข้นและรักษาสรรพคุณของสารได้ดีกว่า
- ดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ดีกว่า
- มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย
ปัจจุบันมักนิยมบริโภคแบบเม็ดแคปซูล เพราะสะดวกและพกพาได้ แต่ควรเลือกชนิดที่เป็นสารสกัดจากเห็ดหลินจือเท่านั้น

กินตอนไหนดี
เวลาที่เหมาะสม คือ ตอนเช้าขณะท้องว่าง ดื่มน้ำมากๆ การมีวิตามินซีร่วมด้วย จะช่วยเพิ่มสรรพคุณ หากลืมก็ใช้เวลาอื่นได้ แต่ให้งดใช้ในผู้ที่ต้องกินยากดภูมิต้านทาน เช่น เป็น SLE หรือผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะอยู่
ควรเริ่มอย่างช้าตั้งแต่อายุ 30 ปี เป็นต้นไป เนื่องจากต่อมไทมัส ซึ่งสร้างภูมิต้านทานเริ่มชะลอการทำงาน

ผลข้างเคียงมีไหม
เมื่อเริ่มกินใหม่ ๆ บางคนอาจมีอาการท้องเสีย ซึ่งอธิบายว่าเป็นเสมือนการขับสารพิษออกจากร่างกาย มักเป็นอยู่ 2-3 วันก็หาย

ความรู้สึกผิดปกติที่อาจพบในผู้บริโภคครั้งแรก คือ ไข้ ไม่สบาย อธิบายว่า Ge ซึ่งละลายน้ำ จะพาสารพิษออกทางปัสสาวะในช่วง Detox นี้ อาจพบว่า 3% ของผู้ใช้มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง นอนไม่หลับ อาจรู้สึกเหมือนเป็นไข้ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตื่นกลัว เพราะเป็นตัวชี้บ่งว่าการรักษามาถูกทาง เพราะเป็นสัญญาณของการหายป่วย จากการที่ Ge ทำให้อัตราเผาผลาญเพิ่ม ทำนองเดียวกับการกินกระเทียมหรือโสม แล้วร้อนวูบวาบ

นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น เวียนศีรษะ ปวดเมื่อย คันตามผิวหนัง ปัสสาวะบ่อย วูบวาบ อาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากเห็ดหลินจือช่วยขับสารพิษต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ให้ออกทางระบบขับถ่ายทุกระบบของร่างกาย เช่นปัสสาวะ อุจจาระ ผิวหนัง เหงื่อ เป็นต้น มักมีอาการไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องหยุดกิน แต่ควรดื่มน้ำมาก ๆ

ในด้านความเป็นพิษ พบว่าเห็ดหลินจือมีความปลอดภัย ไม่มีอันตรายจากการรับประทานนาน ๆ

จากข้อมูลของแต่ละกลุ่มสารสำคัญที่กล่าวมาแล้ว จากการใช้มากว่า 2000 ปี…จากการได้รับการยอมรับกว้างขวางมากขึ้น จนเป็นสากล…แม้กระทั่ง Ge ที่มากเกินยังกลายเป็นคุณในการขับโลหะหนัก คุณสมบัติ Adaptogen ก็คือตัวปรับสมดุลธรรมชาติ ทำให้หลินจือถูกจัดอันดับเป็นสมุนไพรประเภทดี 1
ดี 1 หมายถึง มีสรรพคุณที่ระบุหนึ่ง ใช้ขนาดสูงได้โดยปลอดภัยหนึ่ง ใช้เป็นระยะยาวนานได้อีก 1 เทียบได้กับยากลุ่มวิตามิน เมลาโทนินและโสม
ดี 2 หรือปานกลาง หมายถึง มีสรรพคุณรักษาโรคเฉพาะได้ แต่หากใช้ระยะยาวอาจมีพิษสะสม เช่น กลุ่มยาปฎิชีวนะ
ดี 3 หมายถึง มีทั้งสรรพคุณและพิษในเวลาเดียวกัน เช่น ยารักษามะเร็งกลุ่มคีโม

หากจะอธิบายให้เข้าใจยิ่งขึ้น ก็ต้องบอกว่า เห็ดหลินจือแดง สามารถฟื้นฟูอาการป่วยได้หลายโรค ซึ่งในเชิงเภสัชวิทยา เห็ดหลินจือแดงออกฤทธิ์ต่อ 5 ระบบ คือ

1.ระบบภูมิต้านทาน มีการศึกษาพบว่าในเห็ดหลินจือแดงมีสารโพลีแซคคาไรด์ ที่ช่วยยืดเวลาเสื่อมของเซลล์ นอกจากนี้มีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเลือดขาวในการจัดการกับไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และเซลล์ก่อมะเร็ง ดังนั้นจึงช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับอาการผิดปกติต่อระบบภูมิคุ้มกัน มีผลดีต่อผู้เป็นภูมิแพ้ เบาหวานที่แผลหายยาก เป็นหวัดเจ็บคอบ่อย ช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็ง

2.ระบบหลอดเลือด เห็ดหลินจือแดง มีผลต่อช่วยขยายหลอดเลือด ลดการทำลายของสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัว มีผลช่วยลดการเกาะตัวของไขมัน คอเลสเตอรอล หรือเกล็ดเลือดในหลอดเลือด ส่งผลให้ช่วยชะลอความแก่ไม่เพียงแต่ผิวพรรณเต่งตึงเท่านั้น แต่ชะลอการเสื่อมสภาพของอวัยวะภายใน เช่น สมอง หัวใจ ตับ ไต เป็นต้น โดยเฉพาะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะ ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจากสารสำคัญที่มีอยู่ในเห็ดหลินจือแดง เช่น Sterols, Ganoderic Acid ที่มีอยู่เฉพาะในเห็ดหลินจือแดงเท่านั้น

3.ระบบประสาท เห็ดหลินจือแดงจัดเป็นสารปรับสมดุล ซึ่งหมายถึงสารที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นคืนสภาพปกติจากสิ่งต่างๆ โดยสามารถลดความตึงเครียดในสมอง ช่วยให้ระบบหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำงานดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองสูงถึง 1.5 เท่า

4.ระบบต่อมไร้ท่อ ไม่ว่าจะเป็นต่อมไทรอยด์ ต่อมไทมัส ต่อมหมวกไต ต่อมลูกหมาก และที่มองข้ามไม่ได้ คือ ตับอ่อนที่หลั่งฮอร์โมนอินซูลิน พบว่าเห็ดหลินจือแดงมีสารสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ เกิดความสมดุล เช่น ผู้เป็นเบาหวานเมื่อรับประทานเห็ดหลินจือแดงจะมีสภาวะของร่างกายดีขึ้น ลดอัตราความรุนแรงของสภาวะขึ้นๆ ลงๆ ของน้ำตาล เป็นต้น ที่สำคัญเห็ดหลินจือแดงมีสารที่ช่วยให้ต่อมใต้สมองหลั่งโกรท ฮอร์โมน (Growth Hormone) ในขณะที่หลับ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตในเด็กและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในผู้ใหญ่ หรือฟื้นความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้แก่เราได้

และสุดท้าย 5.ระบบเผาผลาญอาหาร หากร่างกายขาดความสมดุลนำไปสู่ความผิดปกติในหลายระบบของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น อาจเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญอาหารเห็ดหลินจือแดงยังมีสารที่จะเข้าไปช่วย ให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อทุกระบบในร่างกาย

นอกจากนี้เห็ดหลินจือแดงยังมีคุณสมบัติเด่นในการช่วยล้างพิษ หรือขับสารตกค้างที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งอวัยวะที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ก็คือ ตับ โดยเห็ดหลินจือแดงจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับ ในการทำหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างน้ำดี ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อย และดูดซึมได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังขับกรดยูริก น้ำตาล ไขมัน สารก่อมะเร็งและสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย ด้วยการขับออกทางระบบขับถ่ายทุกระบบของร่างกาย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ และทางเหงื่อ เป็นต้น ที่สำคัญยังช่วยบำรุงไตให้ไตทำงานได้ดีขึ้น หรือในบางรายที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ก็ยังช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตด้วย

อย่างไรก็ตามกระบวนการล้างพิษของเห็ดหลินจือแดง อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ รู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว มีไข้ ปวดตามข้อ ท้องเสีย น้ำมูกไหล ไอ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดตั้งแต่เริ่มรับประทานเห็ดหลินจือแดงนาน 3-4 วันและอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากที่รับประทานติดต่อกัน โดยดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อช่วยให้กระบวนการล้างพิษ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญสามารถรับประทานร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ โดยสามารถรับประทานเห็ดหลินจือแดงหลังจากทานยาแผนปัจจุบันไปแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อร่างกายในการบำบัดโรคตามแนวทางทฤษฎี “การแพทย์ผสมผสาน”

โดยสรุป
 เห็ด หลินจือจัดเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าสูง มีผลทางการรักษาโรคหลายชนิดและบรรเทาอาการของโรคได้มากมาย มีการค้นคว้าวิจัยทั้งในด้านเภสัชวิทยา การทดลอง และการศึกษาทางคลินิกจนแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ยอมรับในคุณค่า จึงไม่เป็นที่สงสัยว่าเหตุใดเห็ดหลินจือจึงคงความเป็นอมตะและมีผู้นิยมใช้ กันมานานกว่า 2000 ปีจวบจนถึงปัจจุบัน
โปรดใช้วิจารณญานในการหาความรู้เพิ่มเติม การรวบรวมครั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อไป
————————————————————————————–

สำหรับคอกาแฟ มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือผสมกาแฟที่รสชาติกลมกล่อมควรค่าแก่การดื่มกาแฟที่ได้อรรถรสและสุขภาพอย่างยิ่ง

ดูรายละเอียดและกดไลค์ที่เพจ กาแฟเพื่อสุขภาพ ด้วยครับ

ปกป้องกระดูกให้แข็งแรง

หากคิดว่าตัวคุณทราบดีแล้วว่าจะทำให้กระดูกแข็งแรงได้อย่างไร แล้วยังยึดติดกับความเชื่อเดิม คุณก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น


กระดูกเสื่อมเมื่ออายุเท่าไหร่ กินแคลเซียมตอนแก่ทันมั้ย

ในช่วงตั้งแต่วัยเด็ก การทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง อาหารโดยทั่วไปที่มีแคลเซียมสูง ผัก, ผลไม้, วิตามินดี ต้องทานตั้งแต่เด็กๆ เลย เพราะถ้าอายุตั้งแต่ 18-20 ไปแล้ว แนวกระดูกจะค่อยๆ slow down ในแง่ของการสร้างความแข็งแรงแล้ว แม้กระดูกจะพัฒนาได้แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าช่วงเด็กๆ เพราะเมื่อวัยเด็กเรายิ่งกักตุนไว้มากเท่าไหร่ ก็เหมือนเราคงความแข็งแรงไว้มากเท่านั้น เมื่ออายุเลย 20 ไปแล้ว แนวกระดูกจะเริ่มเสื่อม และระบบการดูดซึมเพื่อนำมาสร้างความแข็งแรงก็น้อยลงด้วย แม้ว่าเราทานวิตามินเสริมกระดูก ให้ทานเท่าไหร่ ถ้าไม่ดูดซึมไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี กลไกการสร้างที่เริ่มเสื่อม การสร้างก็จะสร้างน้อยไปด้วย

ส่วนผู้หญิงเมื่ออายุมาถึงวัยทอง 50 ปีขึ้นไป ก็จะมีปัญหา ตั้งแต่เรื่องการสึกกร่อนจากข้อที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ระวังตัว หรือสภาวะการเป็นโรคอย่างอื่น ที่เห็นบ่อย เช่น โรคกระดูกพรุน กระดูกบาง จึงต้องย้อนไปดูว่าตอนเด็กๆ มีการเตรียมตัวเรื่องของการโภชนาการมากน้อยแค่ไหน เพราะโรคกระดูกพรุนไม่ได้เกิดกับคนอายุมากทุกคน เคล็ดลับสำหรับการปกป้องกระดูกให้แข็งแรง ไม่ว่าช่วงอายุใดก็ตาม

ทานผักใบเขียว – ที่จริงแล้วการดื่มนมมากอาจทำให้สูญเสียมวลกระดูก เพราะนมจะเพิ่มความเป็นกรดในกระแสเลือด เพื่อลดระดับความเป็นกรดนั้น กระดูกจะปล่อยแคลเซียมออกมาในรูปเกลือ จึงเป็นที่มาของการสูญเสียแคลเซียมได้ การแนะนำให้รับประทานผักใบเขียวจัดที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักกาดใบหยิก หรือรับประทานอาหารมังสวิรัติที่ปราศจากผลิตภัณฑ์นม หรือรับประทานบ้างเป็นบางครั้ง และอย่าพึ่งพาอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว

รับประทานวิตามินดี และ ซี  – แคลเซียมช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง แต่ก็มีวิตามินและเกลือแร่อื่นๆ ที่สำคัญต่อสุขภาพกระดูก วิตามินซีช่วยสร้างคอลลาเจนในกระดูก ส่วนวิตามินดีช่วยเคลื่อนย้ายแคลเซียมจากอาหารเข้าสู่กระแสโลหิตและนำไปสะสมไว้ที่กระดูกต่อไป

อย่าใช้ยา – ยาสแตติน, สเตอรอยด์, ยาต้านการอักเสบ, ยาแก้แสบร้อนในอก และยาอื่นๆ ที่ใช้เป็นเวลานานๆ ล้วนมีผลลบต่อสุขภาพกระดูก แตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของยา บ้างก็ยับยั้งการผลิตเซลล์กระดูก บ้างก็ไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาที่ใช้ประจำมีผลข้างเคียงทำให้กระดูกอ่อนแอหรือไม่ และถามถึงทางเลือกในการรักษาธรรมชาติแทนการใช้ยา หรือวิธีรับมือกับผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น

ออกกำลังกาย – เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้น เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก เราก็ต้องใช้กระดูกของเรา ทำให้เกิดแรงกดโดยการให้กล้ามเนื้อและเอ็นที่อยู่รอบๆ ทำงานหนักพอที่จะไปดึงกระดูก ให้เลือกออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกันออกไป อาจเป็น โยคะ, เต้นรำ, เทนนิส หรือกีฬาที่ใช้แร็กเก็ตอื่นๆ การยกน้ำหนัก การวิ่งหรือพายเรือ หรือแม้กระทั่งกิจกรรมเบาๆ เช่นการทำสวน หรือการเดินก็ช่วยได้เช่นกัน

ลดการบริโภคเกลือ – เมื่อมีโซเดียมมากเกินไป ไตจะทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดส่วนเกินออกด้วยกลไกที่เรียกว่า “sodium pump” ซึ่งต้องการแคลเซียมในการทำงานด้วย จึงมีการเอาแคลเซียมออกจากกระดูก หากมีไม่พอก็ต้องเอามาจากเลือด

—————————————————————————-

แนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
   

ไอ-อาร์ดี บำรุงสุขภาพสำหรับผู้ชาย

————————————————————————————-

ไอ-พีเอ็นเค บำรุงสุขภาพสำหรับผู้หญิง

——————————————————————————————-

ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพจากบีฮิบ

คุณขาดวิตามินซี หรือไม่?

วิตามินซีมีอยู่ในพืช, ผัก , ผลไม้สด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม มะนาว และผักสดทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามปริมาณของวิตามินซีมิได้แปรผันตามความเปรี้ยว เพราะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวน้อยอาจมีวิตามินซีสูงกว่าผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมากก็ได้

วิตามินซี มีผลต่อการสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยยึดเซลล์เข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระดูก กระดูกอ่อนและผนังเส้นเลือด การได้รับวิตามินซีเพียงพอจะช่วยให้แผลหายได้เร็ว และในทางกลับกันการขาดวิตามินซีจะทำให้แผลหายช้า กระดูกอ่อน เอ็นและผนังหลอดเลือดอ่อนแอ มีผลทำให้เชื้อโรคแทรกซึมเข้าได้ง่าย เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมา วิตามินซีช่วยป้องกันและต้านทานโรค ช่วยการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเติบโต รวมทั้งต้านทานความกดดันต่างๆ และภาวะเครียด มีการศึกษาพบว่า ในบางคนที่เครียดมาก วิตามินซีในร่างกายจะลดต่ำลง เพราะถูกนำไปใช้ในการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยทำลายสารพิษของสารต่างๆ ช่วยเมตาบอลิซึมของกรดโฟลิก และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม

หากเป็นคนชอบรับประทานผักสด ผลไม้เป็นประจำ จะทำให้สุขภาพผิวดี แข็งแรงไม่ป่วยไข้บ่อยๆ เพราะไม่ขาดวิตามินซีง่ายๆ แต่มีคนอีกมากที่มักจะขาดวิตามินซีเป็นประจำ เห็นชัดๆ เช่น เด็กเล็กๆ หรือเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่กินผัก หรือผู้สูงอายุ คนสูงวัยที่ไม่สามารถรับประทานผักสด ผลไม้ ได้ถนัดเหมือนสมัยที่ยังมีฟันแข็งแรง ทางออกหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง คือ ดื่มน้ำผักหรือน้ำผลไม้สด

แต่คุณจะทราบได้อย่างไรว่าขณะนี้ร่างกายกำลังขาดวิตามินซี อาการทั่วๆ ไปที่ร่างกายเตือนให้เรารู้ว่ากำลังขาดวิตามินซี เช่น มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีเลือดออกตามไรฟัน โดยเฉพาะเวลาแปรงฟัน เป็นหวัดง่าย และเป็นบ่อยๆ เพราะภูมิต้านทานต่ำ และถ้าปล่อยให้ขาดวิตามินซีนานๆ ก็จะแสดงอาการออกทางกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และเส้นเลือด เช่น เจ็บกล้ามเนื้อ อ่อนแรง เส้นเลือดไม่แข็งแรง เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกง่าย ผิวช้ำง่าย ปากแห้ง ผิวแห้ง และถ้าเป็นแผลจะหายช้า อาจมีเลือดออกในที่ต่างๆ ของร่างกาย เช่น ข้อเข่า และใต้ผิวหนัง เหงือกบวม ฟันหลุดง่าย เป็นต้น การขาดวิตามินซีนานๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาโรคข้อกระดูก โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ

——————————————————————————————————————-

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบทความ

ไอ-อาร์ดี วิตามินเสริมสำหรับผู้ชาย บำรุงหัวใจและต่อมลูกหมาก  / RED (eng)

ไอ-พีเอ็นเค วิตามินเสริมสำหรับสตรี ดูแลผิว ปรับฮอร์โมน

 ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอื่นๆ จากบีฮิบ

ต่อมลูกหมากโตกับธรรมชาติบำบัด

ขอรวบรวมความรู้เกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากโต กับแนวทางธรรมชาติบำบัด และการป้องกันโรค เพื่อความรู้เท่าทันโรคนะครับ แสดงความคิดเห็น ติชมเข้ามาได้ครับ

โรคต่อมลูกหมากโต

(Benign Prostatic Hyperplasia/ Hypertrophy or BPH)

โรคต่อมลูกหมากโต (BPH) คือ ภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เนื่องจากตำแหน่งของต่อมลูกหมากจะอยู่ในบริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะ ด้วยเหตุที่ต่อมลูกหมากจะห่อหุ้มท่อปัสสาวะส่วนต้นไว้ ดังนั้นเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้นก็อาจกดทับท่อปัสสาวะให้ตีบเล็กลง ส่งผลให้คนไข้มีอาการปัสสาวะติดขัด นอกจากนี้ต่อมลูกหมากโตอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผนังกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะหนาขึ้น เนื่องจากต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อขับน้ำปัสสาวะให้ผ่านท่อแคบๆ และเมื่อผนังกระเพาะปัสสาวะหนาตัวขึ้นก็จะส่งผลต่อความสามารถในการกักเก็บน้ำปัสสาวะลดลง คนไข้จึงต้องปัสสาวะบ่อย และอาจได้รับการกระตุ้นให้ปวดปัสสาวะขึ้นมาอย่างกะทันหันได้

โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่พบได้เป็นปกติ และการเกิดขึ้นมักจะสัมพันธ์กับอายุ มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่า 50 % ของผู้ชายที่เป็นโรคต่อมลูกหมากนั้นมีอายุประมาณ 60 ปี เชื้อชาติโดยเฉพาะในชนผิวขาวและผิวดำพบมากกว่าชนเผ่าทางเอเชีย และพบมากขึ้นในรายที่มีประวัติผู้ป่วยในครอบครัว

สาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต

  • ยังไม่มีหลักฐานยืนยันถึงสาเหตุที่แน่ชัด
  • อาจสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) และฮอร์โมนเพศหญิงที่อยู่ในเพศชาย (female hormone-estrogen) ซึ่งอาจกระตุ้นให้ต่อมลูกหมากเจริญรวดเร็วได้

อาการของโรคต่อมลูกหมากโต

  • ปัสสาวะลำบากในช่วงต้นของการถ่ายปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้
  • ปัสสาวะนาน ปัสสาวะอ่อน ปัสสาวะสะดุด (ขัดเบา) ปัสสาวะเป็นหยดๆ
  • รู้สึกปวดขณะถ่ายปัสสาวะ
  • ปัสสาวะหลายครั้งในตอนกลางคืน
  • มีเลือดปนออกมาในปัสสาวะ
  • อาจมีอาการของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

การวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโต

  • การตรวจสอบร่างกายและซักประวัติคนไข้โดยละเอียด ซึ่งรวมไปถึงการตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก(Digital Rectal Examination or DRE) ซึ่งแพทย์จะใช้นิ้วสวมถุงมือสอดเข้าไปในทวารหนักและกดลงบนต่อมลูกหมากเพื่อ ตรวจและประเมินขนาดของต่อมลูกหมากว่าผิดปกติหรือไม่ ควรตรวจทุกปีในชายวัย 50 ปีขึ้นไป และในรายที่มีประวัติในครอบครัวอาจต้องปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะในรายที่มีอาการผิดปกติ
  • ทำการทดสอบเพื่อวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ
  • ตรวจเพาะเชื้อจากปัสสาวะ จะช่วยวินิจฉัยแยกการอักเสบติดเชื้อของต่อมลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ
  • วัดปริมาณปัสสาวะที่เก็บอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
  • การตรวจระดับ PSA (prostate-specific antigen) คือตรวจหาสารโปรตีนที่ผลิตโดยต่อมลูกหมาก ซึ่งจะพบว่าเพิ่มสูงขึ้นในรายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากโตผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง และการติดเชื้อของต่อมลูกหมาก ซึ่งควร ตรวจทุกปีในชายวัย 50 ปีขึ้นไป และในรายที่มีประวัติในครอบครัวอาจต้องปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะในรายที่มีอาการผิดปกติ แต่มักใช้ตรวจในรายที่สงสัยว่าเป็นมะเร็ง

การบริโภคเพื่อลดเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากงานวิจัยพบว่าพฤติกรรมบริโภคที่ไม่ดีอาจนำไปสู่สาเหตุการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ มี รายงานการวิจัยว่า แม้ผู้ชายที่เป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากก็สามารถที่จะลดความเสี่ยงการตายจากโรค นี้ โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคดังต่อไปนี้

          ลดอาหารไขมันสูง

ไขมัน อาจเร่งให้เซลล์มะเร็งเจริญได้ดี และไขมันทำให้ระดับฮอร์โมนเพศสูง ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในต่อมลูกหมาก กรดไขมันอิ่มตัวเป็นอันตรายอันดับ 1 พบในไขมันสัตว์และกะทิ ส่วนกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีมากในปลาทะเล ปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาช่อน

รวมทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง) เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ให้ผลในการป้องกันทั้งโรคหัวใจและโรคมะเร็ง

          จำกัดอาหารประเภทเนื้อแดง

ในเนื้อแดง (เนื้อสัตว์ใหญ่) จะมีไขมันแทรกอยู่มาก ทำให้ได้รับไขมันเพิ่มขึ้นด้วย โดยอาจเลือกรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองแทนจะดีกว่า ในรูปเต้าหู้ แป้งถั่วเหลือง และนมถั่วเหลือง สามารถชะลอความรุนแรงของมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ เพราะถั่วเหลืองมีฮอร์โมนพืชที่เรียกว่าไฟโตเอสโตรเจน

          กินผัก ผลไม้ มากขึ้นโดยเฉพาะมะเขือเทศ

ผัก ผลไม้ ช่วยในการป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ที่อุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ (สีเขียวจัด แดง เหลือง และส้ม) ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ มีสารไอโซเฟลโวนอยด์สูง และอาจมีผลต่อการลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ผัก ผลไม้ ยังมีวิตามินซี และเส้นใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจอีกด้วย

สารไลโคพีนเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่ช่วยในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยการชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง มีมากในผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ เช่น ซอสมะเขือเทศ ซุปมะเขือเทศ และน้ำมะเขือเทศ ความร้อนจะทำให้สารไลโคพีนถูกปลดปล่อยจากผนังเซลล์มากขึ้น ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น

          กินอาหารที่มีวิตามินดีสูง

ผู้ชายที่อยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดน้อย มีโอกาสเกิดมะเร็งในต่อมลูกหมากสูง เพราะแสงแดดช่วยสร้างวิตามินดีในผิวหนังคนเรา แต่คนไทยเรานั้นได้รับแสงแดดเหลือเฟือ ปัจจัยข้อนี้จึงไม่น่ากังวล

แต่ในคนสูงอายุที่ประสิทธิภาพการสร้างวิตามินดีลดลง อาจเพิ่มอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น นม โดยแนะนำให้เลือกนมพร่องมันเนยหรือนมขาดไขมัน

          เน้นอาหารที่มีสารซีลีเนียมและวิตามินอี

ซีลีเนียม มีผลมากต่อการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก พบมากในเมล็ดพืชต่างๆ เห็ด ธัญพืชไม่ขัดสี เมล็ดดอกทานตะวัน จมูกข้าวสาลี อาหารทะเล สัตว์ปีก ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

วิตามินอีช่วยทำลายเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่การที่ร่างกายจะดูดซึมวิตามินอีจากอาหารอย่างเดียวในปริมาณสูงค่อนข้างยาก

ฉะนั้นการเสริมวิตามินอีวันละ <400 ไอยู อาจเป็นอีกทางเลือกที่จะต้องพิจารณา วิตามินอีพบในน้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็ง และผักใบเขียวจัด

นอกจากนี้ก็เสริมด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)

มะเร็งต่อมลูกหมากมักพบในประเทศตะวันตก สำหรับประเทศไทยอุบัติการณ์ต่ำกว่า แต่ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจากวิถีการดำเนินชีวิตที่เหมือนกับชาวตะวันตก ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอ ะไร แต่พบว่ามีปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่น อายุที่มากขึ้น มีประวัติมะเร็งต่อมลูกหมากในครอบครัว การรับประทานอาหารไขมันสูง เป็นต้น

การเกิดมะเร็งของต่อมลูกหมากนั้นเกิดจากเซลล์ของตัวต่อมลูกหมากนี้ได้ เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ผิดปกติ กล่าวคือ มีการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์เหล่านี้อย่างผิดปกติ ในระยะแรกๆ (Low grade or Low stage) เซลล์ยังไม่มีการเปลี่ยบแปลงมากยังดูคล้ายเซลล์ปกติ แต่ในระยะท้ายๆ (High grade or High stage) หรือระยะที่เพิ่มขึ้น เซลล์จะมีขนาดและรูปร่างผิดไปจากเซลล์ปกติ มีการแบ่งตัวรวดเร็ว และมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดการอุดตันท่อปัสสาวะ หรือมีการทำลายเซลล์ปกติของต่อมลูกหมากอย่างมากมาย เซลล์ที่โตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วนี้จะแทรกหรือเคลื่อนย้าย (metastasis) ไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ข้างเคียงหรือแม้กระทั่งอวัยวะสำคัญ ๆ ของร่างกาย เช่น ไต ตับ ปอด หรือกระดูก และต่อมน้ำเหลือง ทำให้อวัยวะเหล่านั้นเสียหาย และถูกทำลายไปในที่สุด ซึ่งเมื่อถึงระยะนั้นแล้วผู้ป่วยก็จะถึงแก่ชีวิตได้

อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก

- อาการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เกิดจากการที่มะเร็งต่อมลูกหมากโตขึ้นและกดเบียดท่อปัสสาวะส่วนต้นที่วิ่ง ผ่าน อาการนี้จะเหมือนอาการของโรคต่อมลูกหมากโตธรรมดา เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อยเวลากลางคืน ปัสสาวะสะดุด ปวดและปวดแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ

- มีความลำบากในการทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือมีอาการปวดเวลาอวัยวะเพศแข็งตัว

- มีอาการปวดหรือภาวะข้อกระดูกติดแข็ง เช่น ข้อสะโพก กระดูกสันหลังส่วนปลาย (Low back) และหน้าขาท่อนบน เป็นต้น

- อาการของการลุกลามของมะเร็งต่อมลูกหมากสู่อวัยวะข้างเคียง เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด, อุจจาระเป็นเลือด, ลำไส้ใหญ่อุดตัน, ไตวายจากท่อไตอุดตัน เป็นต้น

- อาการของการแพร่กระจายของมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่น ขาบวมจากการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในขาหนีบและอุ้งเชิงกราน, ปวดกระดูกจากการแพร่กระจายไปยังกระดูก, ตัวเหลืองตาเหลืองจากการแพร่กระจายไปยังตับ อาการของมะเร็งปอด เป็นต้น

- อาการอื่น ๆ เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

รายละเอียดเพิ่มเติม

สำหรับในแนวทางธรรมชาติบำบัดเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากโต มีข้อมูลดังนี้ครับ

อะไรเป็นสาเหตุ
1) เนื้อสัตว์และไขมันสัตว์
2) แอลกอฮอล์
3) บุหรี่
4) ธัยรอยด์ต่ำ ต่อมธัยรอยด์ทำงานได้ไม่ดี
5) หวานๆ การกินอาหารหวานๆ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ผลไม้ที่มีรสหวานจำนวนมากๆ
6) การติดเชื้อในอดีต เช่น กามโรค

อาการที่พบ
- กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่
- ฉี่บ่อยตอนกลางคืน เกิน 1 ครั้ง เริ่มมีปัญหาต่อมลูกหมาก
- ปัสสาวะยาก และเจ็บ, ไม่พุ่ง หยด
- เหมือนอุจจาระไม่หมด
- ปวดหลัง และ/หรือขาหนีบ
- เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

การแก้ไข
1. ลดปริมาณสาเหตุ จะพบว่าภายใน 2 อาทิตย์ อาการจะดีขึ้น
     - เนื้อสัตว์และไขมันสัตว์
     - แอลกอฮอล์
     - บุหรี่
     - ธัยรอยต่ำ
     - หวานๆ
2. ทานธัยรอยด์ฮอร์โมน
3. ทานเมล็ดฟักทอง มีกรดไขมันจำเป็นคล้ายปาล์มประเภทหนึ่งในสหรัฐฯ ที่แพทย์แนะนำคนไข้ (แนะนำ วิตามินรวม ไอ-อาร์ดี)
4. ทานน้ำมันโอเมก้า 3 (Fish oil หรือ Flax seed oil) เป็นน้ำมันปลาหรือน้ำมันสกัดจากฝ้าย จะช่วยต้านการอักเสบ รับประทานวันละ 1 เม็ดขนาด 1000 mg. (แนะนำ วิตามินรวม ไอ-อาร์ดี)
5. Zn (Z-BEC) ธาตุสังกะสีและวิตามินบี อี ซี เป็นธาตุจำเป็นสำหรับต่อมลูกหมากและเส้นผม (แนะนำ วิตามินรวม ไอ-อาร์ดี)
6. กระเทียม, ขิง, ขมิ้น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ให้รับประทานทุกวัน (แนะนำ วิตามินรวม ไอ-อาร์ดี)
7. ถั่วแดง หรือ Nature Plants

รายละเอียดเพิ่มเติม ศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด

——————————————————————————

ผลิตภัณฑ์ ไอ-อาร์ดี (เรด)

ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอื่นๆ

ไมเกรน กับอาหารเสริม

ไมเกรน (Migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังไม่หายขาด อาจจะมีอาการเป็นครั้งคราว จึงควรได้รับการวินิจฉัยแยกจากกลุ่มที่มีอาการคล้ายไมเกรน เช่น Cluster Headache, Tension Headache ลักษณะที่สำคัญของไมเกรน ประกอบด้วย ส่วนใหญ่มักจะปวดศีรษะข้างเดียวประมาณ 60% หรือจะมีอาการปวดศีรษะทั้ง 2 ข้างก็ได้ โดยทั่วไปจะมีอาการปวดศีรษะนาน 4 – 72 ชั่วโมงและมักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและเวียนศีรษะร่วมด้วย รวมถึงอาการกลัวแสงหรืออาการกลัวเสียงได้

อาการปวดศีรษะไมเกรนเกี่ยวข้องกับหลอดเลือด สารชีวเคมีกลุ่ม peptide สารก่อการอักเสบที่ปลายประสาท Trigeminal และ ระบบประสาท โดยกลไกการเกิดล่าสุดที่พบ คือ genetic mutation ซึ่งผลของความผิดปกติของยีนส์เหล่านี้ทำให้มีปริมาณโปแทสเซียมและกลูตาเม ตภายนอกเซลล์มากขึ้นซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของหลอดเลือด ร่วมกับการกระตุ้นประสาทส่งผลให้การไหลเวียนเลือดเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลา สั้นๆจากการขยายเส้นเลือดบริเวณศีรษะหลังจากนั้นจะมีการไหลเวียนเลือดน้อยลง จากการหดหลอดเลือดบริเวณศีรษะซึ่งเป็นผลมาจากภาวะที่มีการกดประสาทจากการ เปลี่ยนแปลงการไหลเวียนเลือดนี้ทำให้เกิดการปวดศีรษะไมเกรนขึ้น

ขณะที่มี aura เกิดจากการที่มีกระแสประสาทผ่านไปยัง occipital lobe ส่งผลให้การทำงานของ visual cortex เปลี่ยนแปลงไปด้วยทำให้มีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น เห็นแสงซอกแซกหรือแสงวาบ แต่ในกรณีของ migraine without aura อาจเกิดจากกระแสประสาทไม่ผ่านไปยัง occipital lobe หรือกระแสประสาทไม่แรงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ visual cortex จึงไม่เกิดอาการผิดปกติทางสายตา

นอกจากนี้ที่ปลายประสาท trigeminal มี serotonin subtype 1 receptor (5-HT1d) อยู่ โดยที่ 5-HT1d ที่พบที่ปลายประสาท trigeminal และ 5-HT1b ที่พบที่ human cerebral blood vessel ซึ่งทำให้หลอดเลือดหดตัวดังนั้นการกระตุ้นที่ 5-HT1 จึงช่วยลดอาการปวดศีรษะ

ปัจจัยสาเหตุของไมเกรน

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคไมเกรนมีหลากหลาย ผู้ป่วยแต่ละรายควรสังเกตว่าปัจจัยใดบ้างที่กระตุ้นอาการปวดศีรษะในตัวเอง ซึ่งจะได้หลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านั้น

ปัจจัยกระตุ้นได้แก่

  • อาหาร – อาหารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่น คาเฟอีน, สารไทรามีนเช่น ชีส ผงชูรส (monosodium glutamate) ช็อกโกแลต สารที่ให้รสหวาน เช่น aspartame ผลไม้รสเปรี้ยว โยเกิร์ต และสารไนเตรทเช่น ไส้กรอก เป็นต้น
  • ระดับฮอร์โมน – ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น ช่วงที่มีประจำเดือน รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ได้รับฮอร์โมนทดแทน และกำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น
  • สภาพร่างกาย – สภาพร่างกายที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น นอนไม่พอ เครียด ทำงานหนักมากเกินไป และอดอาหาร เป็นต้น
  • การออกกำลังกาย – การออกกำลังกายที่มากเกินก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของอาการปวดหัวไมเกรนได้
  • สภาวะแวดล้อม – สภาวะแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น อาการร้อนหรือหนาวจัด แสงแดดจ้า กลิ่นไม่พึงประสงค์บางอย่าง เช่น กลิ่นบุหรี่หรือกลิ่นน้ำหอม เป็นต้น
  • ยาและสารเคมีบางชนิด – ยาและสารเคมีบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะได้ เช่น nitroglycerine, Hydralazine, Histamine, Resepine เป็นต้น

ไมเกรนกับคุณผู้หญิง

ผู้หญิงและผู้ชายเป็นไมเกรนได้ทั้งสองเพศแต่ผู้หญิงจะเป็นบ่อยกว่า บางคนปวดขณะมีประจำเดือนและหายไปเมื่อตั้งครรภ์ ผู้ป่วยบางคนเมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและถี่ขึ้น บางคนไม่เคยเป็นไมเกรนแต่หลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดก็เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ทั้งนี้เนื่องจากยารักษาไมเกรนแต่ละชนิดจะมีส่วนผสมของเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนระดับต่างๆ กัน อาจจะแก้ไขโดยการเปลี่ยนชนิดของยาคุมกำเนิดหรือใช้ยี่ห้ออื่น และเมื่อพบว่ายาคุมทำให้คุณปวดศีรษะเพิ่มขึ้นคุณควรไปปรึกษาแพทย์

สำหรับไมเกรนที่มีอาการนำเช่น ตาเห็นแสง ชาตามมุมปาก ตามนิ้ว ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิด สำหรับคนที่ไม่เคยมีอาการดังกล่าวหลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดแล้วเกิดอาการนำดังกล่าวให้ปรึกษาแพทย์

ตัวกระตุ้นหรือทำให้เกิดอาการของโรคไมเกรนมากขึ้นได้แก่

1. ภาวะเครียด

2. การอดนอน

3. การขาดการพักผ่อน หรือทำงานมากเกินไป

4. ขณะมีระดู หรือรับประทานยาคุมกำเนิด

5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์

6. อาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต

การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา

มีรายงานว่าการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาก็สามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะ

  • การทำสมาธิ
  • การจัดการกับความเครียด
  • การฝังเข็ม
  • การออกกำลังกาย

การรับประทานอาหารเพื่อบำบัดและรักษา

ขิง

น้ำขิงช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้

น้ำมันมะกอก

ช่วยป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

ปลา

นำมาต้ม เพื่อรับประทานช่วยป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

อะโวคาโด

รับประทานวันละครึ่งผล สารอะไนซินในอะโวคาโดช่วยบรรเทาและป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

ลูกพรุน

รับประทานวันละ 3-4 เมล็ดช่วยป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

มันฝรั่ง

รับประทานวันละครึ่งลูก วิตามิน B6 ช่วยป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

กล้วยหอม

รับประทานวันละลูก วิตามิน B6 ช่วยป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

โยเกิร์ตผลไม้

รับประทานวันละถ้วย แคลเซี่ยมในโยเกิร์ต ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้

งา

รับประทานวันละ 1 ช้อนชา แคลเซี่ยมจากงาช่วยป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

โกโก้

รับประทานวันละแก้ว แมกนีเซียมในโกโก้ ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้

เมล็ดทานตะวัน

รับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ แมกนีเซียมในเมล็ดทานตะวันช่วยบรรเทาการปวดไมเกรนได้

เมล็ดฟักทอง

รับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ แมกนีเซียมในเมล็ดฟักทองช่วยบรรเทาการปวดไมเกรนได้

เนื่องจากระบบย่อยและดูดซึมแมกนีเซียมของผู้ป่วยไมเกรนมักมีประสิทธิภาพไม่ดี ช่วงก่อนมีอาการหรือกำลังมีอาการ จึงพบว่ามักมีปริมาณแมกนีเซียมลดต่ำลง อาหารที่มีแมกนีเซียมจึงช่วยให้ความถี่และความรุนแรงของอาการน้อยลงได้ ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง (ยกเว้นถั่วเปลือกแข็ง ซึ่งแม้จะมีแมกนีเซียมสูง แต่กลับมีสารแทนนินที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน) และฟักทอง

นอกจากแมกนีเซียมแล้ว ผู้มีอาการไมเกรนซึ่งมีพลังงานสำรองในสมองต่ำจึงต้องการ ไรโบฟลาวิน เพื่อช่วยเพิ่มพลังสำรองในเซลล์สมอง อาหารที่มีไรโบฟลาวินสูง ได้แก่ เห็ดหอมสดและ ผักหวาน

สารอาหารที่มีหลักฐานการวิจัยว่าช่วยรักษาอาการไมเกรน คือ แคลเซียม, แมกนีเซียม และวิตามินบี 2 รวมไปถึงอาหารพวกปลา  ซึ่งจะมีสารอาหาร Omega-3 ก็จะทำให้ลดการเกิดอาการไมเกรนได้

วิธีรับประทาน

แคลเซียมและแมกนีเซียม สารอาหารที่ดีในการช่วยป้องกันอาการไมเกรน คือ พวกมันจะไปบำรุงระบบหลอดเลือดและการทำงานของสารสื่อประสาท คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับไมเกรนมักจะมีอาการขาดแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่สามารถรับประทานได้ต่อเนื่องได้โดยไม่มีปัญหา นอกจากนี้แล้ว วิตามินบี 2 ก็จะช่วยการสร้างเซลของหลอดเลือด สามารถใช้ร่วมกันหรือรับประทานตัวใดตัวหนึ่ง โดยควรจะรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 3 สัปดาห์

หลีกเลี่ยง

สำหรับอาหารบางชนิดที่รับประทานเข้าไปแล้วมีสารบางอย่างที่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรนได้ ผู้มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคไมเกรน ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มี ไทรามีน (Tyramine) เป็นเอมีนชนิดหนึ่ง พบได้มากในอาหารพวก เนย, ชีส, ช็อคโกแลต, ส้ม, ไวน์แดง เป็นต้น อย่างไรก็ตามไม่ใช่คนที่เป็นไมเกรนจะตอบสนองต่ออาหารที่มีไทรามีนทุกคน
  • สารปรุงแต่งอาหาร สารที่แต่งอาหารบางชนิดก็มีผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรนได้เช่นกัน
  • ลดการดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน เนื่องจาก สารเหล่านี้หากดื่มในปริมาณมากจะไปมีผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด หรือมีผลต่อสุขภาพการนอนหลับได้ ทำให้มีผลต่อการเกิดไมเกรนได้เช่นกัน

รายละเอียดอื่นๆ  ไมเกรนจากวิกิพีเดีย

——————————————————————

อาหารเสริมแนะนำ

ไอ-พีเอ็นเค (วิตามินรวม แคลเซียม แม็กนีเซียม สำหรับผู้หญิง)

ไอ-อาร์ดี (วิตามินรวม แคลเซียม แม็กนีเซียม สำหรับผู้ชาย)

ความเข้าใจเกี่ยวกับแคลเซี่ยมกับโรคกระดูก

กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน กระดูกอ่อน

ถ้าจะกล่าวถึงโรคที่เกี่ยวกับกระดูกแล้ว สิ่งที่พูดถึงกันมากคือ กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน และกระดูกอ่อน ซึ่งอย่าเหมารวมว่าเป็นโรคเดียวกันหรือมีการรักษาแบบเดียวกัน แต่ละอย่างก็มีลักษณะและการรักษาที่แตกต่างกันไป แต่กลับถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ประเภทเสริมกระดูกกันอย่างแพร่หลาย


ปัจจุบันพบว่ามีการให้ข้อมูลและแนะนำให้กินแคลเซียม วิตามินดี น้ำมันตับปลา ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อื่นๆ ทั้งในรูปของยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือนว่าจะช่วยเสริมกระดูก ซึ่งเป็นการแนะนำโดยไม่ได้แยกแยะว่าการกินสารอาหารเหล่านี้มีความเหมาะสมแค่ไหนกับโรคกระดูกชนิดใด

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ แพทย์หลายท่านยังนิยมให้ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อกินแคลเซียมทั้งชนิดเม็ดและชนิดละลายน้ำก่อนดื่ม โดยอาจไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบตามโรคที่เป็นจริงๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่ได้ประโยชน์ แต่อาจทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เกิดอาการข้างเคียง และเกิดฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของแคลเซียมได้

อธิบายลักษณะของโรคกระดูกทั้ง 3 แบบ คือ กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน และกระดูกอ่อน เพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน ดังนี้

กระดูกเสื่อม

โรคกระดูกเสื่อม คือโรคที่มีการเสื่อมของกระดูกอ่อนของข้อที่มีการเคลื่อนไหวมาก เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อมือ ข้อศอก ข้อไหล่ และข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ซึ่งส่วนประกอบหลักของกระดูกอ่อนเหล่านี้คือน้ำและโปรตีน ที่จะทำให้กระดูกอ่อนมีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงกระแทกและเสียดสี แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะเกิดการเสื่อมและสึกหรอ

เมื่อเสื่อมแล้วก็จะเกิดอาการปวดขัดตามข้อ ข้อโปนและผิดรูป มักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหนัก อย่างชาวไร่ชาวนา พ่อค้า แม่ค้า และกรรมกร คนเหล่านี้เมื่อไปโรงพยาบาล (ส่วนใหญ่ไปเป็นประจำ เพราะโรคไม่หาย) ก็จะได้ยาแก้อักเสบ บรรเทาปวด ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ แคลเซียม รวมถึงกลูโคซามีน เป็นหลัก

เรียกว่าถ้าใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบิกราชการ หรือบริษัทได้ (ฟรี) ก็จะได้ยากลุ่มนี้กันทุกคน แล้วทราบกันหรือไม่ว่าห้ามกินยาลดกรดกับแคลเซียม เพราะจะไม่ดูดซึม อาจทำให้ท้องผูก และไม่เกิดประโยชน์อะไร กระดูกอ่อนเสื่อมนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแคลเซียม

การรักษาคือ ถ้าปวดมากก็ใช้ยาบรรเทาปวดหรือลดการอักเสบเป็นครั้งคราว ลดการใช้งานของข้อนั้นๆ บริหารข้อเพื่อสร้างความแข็งแรง รวมถึงอาจใช้ยาเสริมกระดูกพวกกลูโคซามีนช่วยได้บ้าง

กระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน หรือกระดูกโปร่งบาง บางครั้งเรียกว่ากระดูกผุ เป็นการเสื่อมของกระดูกแข็งที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย โดยมีเนื้อเยื่อกระดูกและแคลเซียมลดลง ทำให้กระดูกทรุดลงและแตกหักง่าย มักพบในผู้สูงอายุและสตรีหลังหมดประจำเดือน

โรคนี้แหละที่เป็นจุดขายของแคลเซียมและอาหารเสริมต่างๆ ในทางการตลาดจะส่งเสริมการขายโดยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุและสตรีสูงอายุเกือบทุกรายถ้าได้ตรวจก็จะพบว่า กระดูกบางกว่าปกติ แล้วก็จะได้แคลเซียมมา ซึ่งมักกำหนดให้กินในขนาดสูงๆ (ไม่ต่ำกว่า 1,๐๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน) โดยลืมพิจารณาว่าผู้ป่วยนั้นได้แคลเซียมจากอาหารการกินมากน้อยเพียงใด แล้วแคลเซียมที่ให้มานั้นเป็นเกลือแคลเซียมชนิดใด เวลาแตกตัวแล้วจะให้แคลเซียมอิสระปริมาณเท่าใด และที่สำคัญคือถ้าได้มากไปจะเกิดผลเสียอย่างไร

แคลเซียมมีในอาหารหลายๆ ประเภท เช่น ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง นม หรือแม้กระทั่งผักใบเขียว ถ้าเทียบตามน้ำหนักพบว่า นมวัวมีแคลเซียมน้อยกว่ากุ้งแห้งเกือบ 2๐ เท่า และน้อยกว่าผักคะน้า 2 เท่า ดังนั้น ถ้ากินอาหารได้ตามปกติครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอก็จะไม่ขาดสารอาหารใดๆ รวมถึงแคลเซียม

กระดูกอ่อน

โรคกระดูกประเภทสุดท้ายที่จะกล่าวถึง คือ โรคกระดูกอ่อน เป็นลักษณะที่กระดูกขาดแคลเซียมโดยที่เนื้อเยื่อกระดูกปกติ ความแข็งแรงจึงลดลงแต่ยืดหยุ่นมากขึ้น มักพบในคนที่ขาดวิตามินดี เด็กช่วงอายุ 6 เดือนถึง 3 ขวบ

คนที่ขาดสารอาหารรุนแรง ผู้สูงอายุที่ขาดการเคลื่อนไหวและไม่ได้สัมผัสแสงแดด ผู้ป่วยโรคไตพิการ หรือผู้ที่มีต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ

โรคนี้แหละที่ถือว่าร่างกายขาดแคลเซียมอย่างแท้จริง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมด้วย การให้ทั้งแคลเซียมและวิตามินดี ร่วมกับการแก้ไขที่ต้นเหตุ

เรื่องของโรคกระดูกประเภทต่างๆ ที่กล่าวมา คงพอจะแยกแยะได้บ้างว่า การใช้แคลเซียมหรือผลิตภัณฑ์เสริมกระดูกต่างๆ นั้นจำเป็นมากน้อยแค่ไหน และใช้อย่างไรเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

———————————————————————————
แนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
   

ไอ-อาร์ดี บำรุงสุขภาพสำหรับผู้ชาย

————————————————————————————-

ไอ-พีเอ็นเค บำรุงสุขภาพสำหรับผู้หญิง

—————————————————————————————-
ไอ-บีแอลยู  บำรุงสุขภาพสำหรับนักกีฬา

——————————————————————————


บี-มาคิอิ (เครื่องดื่มน้ำมากี้เบอร์รี่)

บี-มาคิอิ (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำ)

ว่านหางจระเข้, มาคิอิเบอร์รี่, สตรอเบอร์รี่, ราสพ์เบอร์รี่, แครนเบอร์รี่, เอลเดอร์เบอร์รี่ สกัดเข้มข้นจากเบอร์รี่ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและชิลี มีไบโอฟลาโวนอยด์ และโปรแอนโธไซยานิดีน ซึ่งเป็นพฤษาเคมีตามธรรมชาติ ดื่มมอร่อย สดชื่น มีประโยชน์ต่อร่างกายเหมาะกับทุกคน ทุกวัย

ส่วนประกอบสำคัญ

น้ำว่านหางจระเข้

• บรรเทาอาการท้องผูก
• สมานแผลในกระเพาะอาหาร
• ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึน และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง

ผลมาคิอิ

• ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
• เป็นแหล่งวิตามินซี แคลเซียม เหล็ก และโพแทสเซียม
• ลดอาการปวดบวมอักเสบ
• ให้ความแข็งแรงต่อกระดูกและข้อต่อ
• ให้ผิวพรรณผ่องใส และป้องกันการทำลายจากแสงแดด

สตรอเบอร์รี่

• ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
• เป็นผลไม้ทีมีวิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินซีสูง
• ช่วยชะลอความชราและการเกิดริ’วรอยก่อนวัยอันควร

แครนเบอร์รี่

• แครนเบอร์รี่มีสารแทนนิน ที่ช่วยหยุดการเกาะตัวของแบคทีเรียอีโคไล ที่บริเวณผนังทางเดินปัสสาวะ
• เสริมสร้างภูมิต้านทานและช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า
• ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น
• มีสารโปรแอนไธไซยานิดีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มสีม่วงที่ดีกับสุขภาพเส้นเลือดอีกด้วย และป้องกันโรคเหงือกและแผลในช่องท้อง

ราสพ์เบอร์รี่

• ช่วยทำให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น
• ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และสมานผิว
• มีธาตุโพรแทสเซี่ยม และเส้นใยอาหารสูง
• มีวิตามินเค หรือไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

เอลเดอร์เบอร์รี่

• เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
• มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ
• เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

 วิธีรับประทาน : รับประทานวันละ 30 มิลลิลิตร (1 ถ้วยตวง)

สมัครร่วมธุรกิจกับบีฮิพที่ https://secure.bhipenergy.com/TH/appCountries.aspx?MasterID=181930&SiteURL=piyapun

ขนาด  946 มิลลิลิตร (32 ออนซ์)

ราคาปกติ  2,600 บาท   ราคาขาย  2,400 บาท

สอบถามเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อ  ปิยะพันธ์ 089-1150102  Line ID: tong481.bhip


สั่งซื้อได้ที่แบบฟอร์ม   http://jotform.me/form/22071820464447

หรือที่  http://www.lnwform.com/form/view/3154

แมกนีเซียม แร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์

แมกนีเซียม มีส่วนสำคัญในกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายของมนุษย์มากมาย จึงจัดว่าเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นอย่างมากต่อร่างกายของมนุษย์ เช่น

- เป็นตัวควบคุมการคลายตัวของกล้ามเนื้อทุกประเภท

- เป็นตัวควบคุมการนำสื่อสัญญาณของระบบประสาท ที่ไปควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อทุกประเภท

- มีความสำคัญในการควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต

- มีความสำคัญในการควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน

- มีความสำคัญในการควบคุมการสังเคราะห์ไขมัน

- มีความสำคัญในการควบคุมการสร้างพลังงาน

- มีความสำคัญในการช่วยร่างกายขับแอมโมเนียทิ้ง ฯลฯ

หน้าที่และประโยชน์ของแมกนีเซียม

1. มีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับ แคลเซียม โดยจำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณทางประสาท การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ

2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญสารอาหาร และการสังเคราะห์โปรตีน

3. ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต้านทานความหนาวในที่อากาศเย็น ความต้องการแมกนีเซียมจะสูงขึ้น

4. จำเป็นสำหรับการเติบโตของกระดูกและฟัน

5. สำคัญในการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ของวิตามินบี ซี และ อี

6. จำเป็นสำหรับการเผาผลาญแคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม

7. อาจปัองกันโรคทางหลอดเลือดหัวใจ โดยจะไปลดความดันเลือดลง และป้องกันการเกาะของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดง ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ

8. ช่วยในการควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย

9. อาจทำหน้าที่เป็นตัวยาสงบประสาทตามธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน และลดความถี่ในการเกิดได้ ลดอาการซึมเศร้า และช่วยให้นอนหลับโดยเป็นตัวที่ช่วยในการสร้างสารเมลาโตนิน

10. ป้องกันไม่ให้แคลเซียม จับตัวอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ไต

11. จำเป็นต่อการรวมตัวของ parathyroid hormone ซึ่งมีบทบาทในการดึงเอาแคลเซียมออกจากกระดูก

12. ป้องกันการแข็งตัวของเลือด

13. ลดอาการปวดเค้นหน้าอก ในผู้ป่วยโรคหัวใจ

14. ป้องกันและใช้ร่วมกับการรักษาโรคหอบหืด

15. บรรเทาและป้องกัน อาการปวดประจำเดือน โดยการคลายกล้ามเนื้อมดลูก

16. การรับประทานแมกนีเซียม จะช่วยลดการเกิดตะคริวในหญิงมีครรภ์ที่มีระดับของแมกนีเซียมต่ำได้

17. ช่วยป้องกันการเกิดอาการไมเกรน คนที่มีปัญหาโรคไมเกรน มักจะมีปริมาณแมกนีเซียมในเลือดต่ำ

18. ช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับสมองได้ เช่น ซึมเศร้า ไมเกรน เครียด

ประโยชน์ที่นำมาใช้ทางด้านการแพทย์

1. ช่วยลดอาการไมเกรน

2. ช่วยลดอาการตะคริว และการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ

3. ช่วยลดอาการปวดของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นต่างๆ

4. ช่วยลดการเต้นผิดปกติของหัวใจ

5. ช่วยลดความดันโลหิตสูง

6. ช่วยลดอาการหอบหืด

7. ช่วยลดการปวดประจำเดือน

การขาดแมกนีเซียม เป็นสาเหตุของการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

“Magnesium Deficiency as a Cardiovascular Risk Factor”

———————————————————————————————–

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบทความ

ไอ-อาร์ดี ผลิตภัณฑ์เพิ่มพลังงานสำหรับผู้ชาย บำรุงหัวใจและต่อมลูกหมาก  / RED (eng)

(แคลเซียม, แมกนีเซียม, โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ,แอลอาร์จีนีนไฮโดรคลอไรด์)

ไอ-พีเอ็นเค ผลิตภัณฑ์เพิ่มพลังงานสำหรับสตรี ปรับสมดุลฮอร์โมน ดูแลผิว บำรุงหัวใจ / PINK (eng)

(แคลเซียม, แมกนีเซียม, โคเอ็นไซม์ คิวเท็น, แอลอาร์จีนีนไฮโดรคลอไรด์)

——————————————————————————————————-